กองทุนภาคประชาสังคม

มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม

ในปัจจุบันมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางสังคม  และไม่ทราบถึงสิทธิเสรีภาพของตนตามกฎหมาย ทำให้ได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรม และเสียเปรียบในสังคม  ซึ่งประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน  รวมทั้งมีสิทธิที่จะได้รับความรู้ทางด้านกฎหมายจากบุคคลหรือองค์กรที่เสียสละ และอาสาเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนโดยทั่วไป  จึงเป็นหน้าที่ของผู้ที่มีอุดมการณ์ร่วมกันที่จะบรรเทาความเดือดร้อนช่วยเหลือให้แก่ประชาชนดังกล่าว 

ในปี พ.ศ. 2547 กลุ่มทนายความที่มีทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นหัวหน้าทีม ได้ร่วมก่อตั้งชมรมนักกฎหมายมุสลิมขึ้นมา เพื่อรวบรวมผู้มีความรู้ทางด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ในการให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิของกฎหมาย

กระทั่งในปี 2548 เกิดเหตุการณ์บังคับลักพาตัวทนายสมชาย นีละไพจิตร ผู้ทำหน้าที่เป็นทนายความในคดี และจำนวนคดีความมั่นคงในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ชมรมนักกฎหมายมุสลมมีนโยบายที่เปลี่ยนไปจากเดิมในการช่วยเหลือคดีด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้   ดังนั้นกลุ่มทนายความซึ่งเป็นคณะทำงานศูนย์ทนายความมุสลิมปัจจุบันจึงได้ก่อตั้ง “ศูนย์ทนายความมุสลิม” ขึ้นเพื่อช่วยเหลือทางคดีด้านความมั่นคงในจังหวัดชายแดนใต้ต่อไป

มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมมุ่งให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้กฎหมายพิเศษให้สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมรวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก่ผู้ที่ได้รับความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังร่วมมือกับสถาบันเพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียในประเทศไทย (Asian Institute for Human Rights (AIHR), Thailand) ในการรณรงค์ยุติการทรมานในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ การรณรงค์ยุติการเลือกปฏิบัติทางด้านเชื้อชาติ และประเด็นอื่นๆ ด้านสิทธิมนุษยชน

ศูนย์ทนายความมุสลิมมีแนวทางในการทำงาน โดยเปิดศูนย์รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนในสังคม อันเนื่องมาจากความไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่รัฐ  และขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของชาวบ้าน  ซึ่งนับวันจะส่งผลให้เหตุการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับเลวร้ายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ศูนย์ฯ ยังได้จัดฝึกอบรมผู้ช่วยทนายความที่เข้ามาช่วยเหลือการทำงานของทนายความให้สามารถใช้ภาษามลายูถิ่น  ประสานงานร่วมกับคนในพื้นที่เพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น รวมถึงรณรงค์เชิงนโยบายร่วมกับองค์กรเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชน  เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ร้องเรียนในกรณีฉุกเฉินและเร่งด่วนจากเหตุการณ์หลาย ๆ กรณี เช่น กรณีชุมนุมประท้วงที่มีการกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่มิชอบ  กรณีประชาชนถูกควบคุมตัวตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เป็นต้น

มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมได้ดำเนินโครงการต่างๆ จำนวนมาก โดยมุ่งเน้นไปที่สิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม โครงการหลักๆ ของมูลนิธิฯ ได้แก่ งานด้านการช่วยเหลือด้านคดี, การสร้างเครือข่ายผู้ช่วยนักกฎหมายชายแดนใต้, ผลิตทนายความสิทธิมนุษยชน, การผลิตคู่มือกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายพิเศษที่ใช้ในจังหวัดภาคใต้ ปี 2551 และปัจจุบันมูลนิธิฯยังเปิดศูนย์ช่วยเหลือกฎหมายแก่ประชาชนในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

แม้ในปัจจุบัน จะมีคดีร้องเรียนมายังมูลนิธิฯ กว่า 442 คดี ขณะที่มีทนายความและเจ้าหน้าที่เพียง 34 คน แต่มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ก็ยังจะคงทำงานเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงสิทธิดังกล่าว โดยตั้งเป้าหมายในระยะ 3 - 5 ปี นับจากนี้ในการผลิตทนายความสิทธิมนุษยชน การสร้างอาสาสมัครครอบคลุมทุกพื้นที่ในจังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงเชื่อมเครือข่ายกับองค์กรสิทธิทั่วโลก

รวมถึงการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของประเทศไทย คือ ต้องการให้นโยบายการบังคับใช้กฎหมายพิเศษด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของไทยได้รับการทบทวน เนื่องจากเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนในพื้นที่อย่างกว้างขวางซึ่งการผลักดันการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศด้วย

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :               มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม th.macmuslim.com, Thailand NGO Awards 2011

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : http://th.macmuslim.com, www.khaosod.co.th

Tag


powered by CIVIL SOCIETY EMPOWERMENT INSTITUTE