กองทุนภาคประชาสังคม

ครูนวลจันทร์ ชีวิตนี้ทำดีเพื่อสังคม

หลายคนเลือกที่จะดำรงอยู่ในสังคมด้วยการใช้ชีวิตให้สนุกสนาน และมองว่ามันคือความสุข แต่ใครอีกคนหนึ่งกลับเลือกการทำประโยชน์มากมายเพื่อสังคม โดยที่ตัวเธอเองก็ได้รับความสุขได้ด้วยเช่นกัน และใครคนนั้นที่ว่านี้ ก็คือ ครูนวลจันทร์ โพทา...

 

หญิงวัย 73 ปี ที่มีคำเรียกหน้าชื่อมาจากอาชีพที่เธอรัก ครูนวลจันทร์ โพทา ที่แม้วันนี้จะเกษียณมาได้ร่วม 13 ปีแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าหัวใจของการเป็นครู และการทำดีเพื่อสังคม จะหยุดไปพร้อมกับอายุการทำงานของเธอ ครูนวลจันทร์ กลับนำเงินบำนาญที่ได้รับจากอาชีพครู มาต่อยอดเพื่อทำประโยชน์ให้สังคม...

ครูนวลจันทร์ โพทา เกิดและเติบโตที่ จ.แพร่ ประกอบอาชีพเป็นครู ด้วยการใช้วิธีการสอนที่เรียกว่า กิจกรรมการเรียนการสอน (Learning Activity) ซึ่งครูออกแบบขึ้นเพื่อใช้ในการ “สร้างผู้นำ” เพราะครูให้เหตุผลว่า ครูไม่ชอบระบบการศึกษาในประเทศไทย ที่มักใช้การออกคำสั่งมากกว่าสอนให้เข้าใจ

โดยวิธีการสอนของ ครูนวลจันทร์ นั้น จะให้นักเรียน  3-5 คน ผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำในการทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยมีครูคอยเป็นพี่เลี้ยงให้ เพื่อที่นักเรียนจะได้เรียนรู้ว่าการเป็นผู้นำนั้นต้องปฏิบัติตัวอย่างไร และผลที่ได้รับก็คือนักเรียนของครูมีความมั่นใจและรู้จักรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น เพราะนักเรียนเองเคยผลัดกันเป็นผู้นำและผู้ตามมาแล้ว

สื่อการเรียนการสอน ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่ง ที่ครูนวลจันทร์ให้ความสำคัญ และยืนยันว่า “การให้ครูวิชาอื่น มาเรียนรู้ในวิชาที่ไม่ถนัดแล้วไปสอนเด็กนักเรียน คงทำให้บ้านเมืองล่มจมแน่!” ครูบอกว่าครูโชคดี ที่เจอกับ  ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล (หม่อมอุ๋ย) ที่หาทุนและจ้างบริษัททำสื่อมาให้ จนกระทั่งได้ทำสื่อการเรียนการสอนวิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ออกแจกจ่ายตามโรงเรียนมัธยม เพื่อให้ครูฝึกตั้งคำถามจากสื่อการสอนที่เปิดให้นักเรียนดู

หากถามถึงการเป็นครูที่ดี ครูนวลจันทร์ มองว่า “สูงสุดของการเป็นครูก็คือความเมตตา” และรู้จักถ่ายทอดให้เป็น  อีกทั้งยังย้ำด้วยว่า “ครูที่ดีอย่าคิดว่าตนเก่ง” เพราะหากรู้ไม่จริงก็จะเสียเวลาทั้งของตัวเองและผู้อื่น

ครูนวลจันทร์ เล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งตอนครูไปเรียนที่นิวยอร์ก มีอาจารย์ท่านหนึ่งสอนนักเรียนแล้วนักเรียนทำข้อสอบไม่ได้ อาจารย์ท่านนั้นกลับพูดว่าคนที่ตกไม่ใช่นักเรียน แต่เป็นตัวเขานั่นแหละที่ทำให้นักเรียนสอบผ่านไม่ได้ เมื่อได้ยินอย่างนั้นจึงทำให้รู้สึกว่าช็อกมาก เพราะต่างจากการศึกษาไทยที่ถูกล้างสมองว่า เด็กที่สอบตก คือ คนโง่

หลังจากเกษียณอายุการเป็นครู เมื่อปี พ.ศ.2540 ครูนวลจันทร์ก็ไปพักอยู่นอกเมืองเชียงใหม่ เพราะมีบรรยากาศร่มรื่นปลอดมลพิษ แต่ในเมื่อเรี่ยวแรงยังคงมี ครูนวลจันทร์ จึงอาสาเดินทางไปช่วยงาน ดร.โกวิท วรพิพัฒน์  ที่ “โรงเรียนการทำมาหากินวัดโพธิ์เฉลิมรักษ์” จ.ฉะเชิงเทรา หรือที่ใคร ๆ เรียกว่า “โรงเรียนสอนทำนา” โดยใช้เงินบำนาญที่ได้รับจากการเป็นครู เพื่อเป็นค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และต่อรถไป จ.ฉะเชิงเทรา อีกต่อหนึ่ง เพื่อสอนให้นักเรียนรู้จักการใช้ชีวิตในแบบเกษตรกรรม

ทำงานที่โรงเรียนสอนทำมาหากินอยู่ได้ 2 ปี ครูนวลจันทร์ก็หันไปทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เพราะโรงเรียนสอนทำมาหากิน  ได้เปลี่ยนผู้บริหารและนโยบายไปแล้ว ครูนวลจันทร์จึงมาทำงานสิ่งแวดล้อม สอนให้ผู้คนรู้จักการอนุรักษ์พลังงาน จากนั้น ครูนวลจันทร์ ก็เปลี่ยนไปทำงานด้านแรงงานนอกระบบ ช่วยเหลือคนที่ถูกเอาเปรียบและกดขี่ โดยทำสื่อต่าง ๆ เข้าไปอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจถึงสิทธิที่ตัวเองพึงมี รวมถึงเรื่องอื่น ๆ แม้กระทั่งการป้องกันดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองด้วย

ล่าสุด ครูนวลจันทร์ ก็ยังคงทำงานกับโครงการ "เมืองสีเขียว" ที่ สถาบันพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชุมชนแห่งเอเชีย มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ ต้องการให้ชุมชนมีเศรษฐกิจดีขึ้น สอนให้นักเรียนและคนในชุมชนประหยัดพลังงาน แก้ปัญหาน้ำเน่าเสีย เป็นต้น โดยโครงการนี้เพิ่งเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2553 นี่เอง

ทุกวันนี้ ครูนวลจันทร์ ในวัย 73 ปี ดูแลสุขภาพกายและใจ ด้วยการดูแลสุขภาพการกิน และออกกำลังกาย รวมทั้งทำใจให้สบายด้วยความไม่โลภ อีกทั้งยังชอบการอ่านหนังสือมาก โดยเฉพาะ เรื่อง “ตัวกูของกู” เป็นหนังสือที่มีผลต่อพฤติกรรมทางใจ ชัดมาก โดยครูนวลจันทร์บอกว่า "ชีวิตที่ร่มเย็นอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะการอ่านหนังสือของคนที่เขาทำดี"

สุดท้าย ครูนวลจันทร์ เอ่ยอย่างมองโลกในแง่ดี ว่า “ตนเองเป็นคนโชคดีที่ใครอยากทำอะไรก็มักจะมาใช้ให้ทำ โดยที่ไม่ต้องถามเรื่องเงินเดือน แค่เพียงทำแล้วสังคมได้ประโยชน์ ก็จะช่วยทำทันที และเมื่อเป็นคนที่ได้เปรียบคนอื่น ก็อยากทำอะไรให้คนอื่นกลับไปบ้าง”

และถึงแม้ว่าอายุของ ครูนวลจันทร์ โพทา จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน แต่ทว่ามันกลับไม่เป็นอุปสรรคกับการทำความดีของเธอแม้แต่น้อย ในเมื่อเธอตั้งใจที่จะอุทิศชีวิตนี้ของเธอเพื่อทำความดีตอบแทนสังคมโดยไม่หวังผลคืนกลับมา ขอเพียงแค่ว่าคนในสังคมได้รับประโยชน์เท่านั้น ก็สร้างความอิ่มเอมใจให้กับเธอมากเพียงพอแล้ว

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : ครูนวลจันทร์ ชีวิตนี้ทำดีเพื่อสังคม https://hilight.kapook.com

Tag


powered by CIVIL SOCIETY EMPOWERMENT INSTITUTE