กองทุนภาคประชาสังคม

“หมอแสงเดือน” เพื่อนแท้ของคนยากจากลุ่มน้ำจัน

ปัจจุบันดิฉันอายุ 54 ปี มาจากชุมชนบ้านมอทะ หมู่ 7 ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก แต่ชาวบ้านจะเรียก “หมอแสงเดือน” จากชื่อที่ได้ใช้สมัยอยู่กับคณะปฏิวัติ

ในครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 4 คน ครอบครัวเป็นคนปกาเกอะญอหรือกะเหรี่ยง พอจำความได้ว่าอาศัยอยู่ในบ้านกระท่อมไม้ไผ่ นอนด้วยกันพี่น้อง 4 คน นอนใกล้ชิดกันยิ่งอบอุ่น กลางวันตามพ่อแม่ไปไร่ ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติ การทำมาหากิน มีความสุขดี

พออายุได้ 12 ปี พ่อบอกว่าต้องย้ายบ้าน เพราะหมู่บ้านเราจะมีทหารมายิงถล่มแล้ว พี่น้องทุกคนเตรียมตัวหนี แต่ตัวเองไม่อยากไป กลางคืนยังอยากนอนกับพี่น้อง แต่ทุกคนอพยพในคืนนั้น ตัวเองก้าวลงบันไดเป็นคนสุดท้าย มองกลับมาที่บ้านตัวเอง นึกในใจ ทำไมเราต้องหนี และเราจะได้กลับมาอยู่บ้านของเราอีกหรือเปล่า มองไปอีกที เขาไปกันไกลแล้ว ก็เลยต้องทิ้งบ้าน เข้าไปอยู่ในป่าลึกร่วมกับคณะปฏิวัติ ซึ่งปลอดภัยกว่า

การใช้ชีวิตอยู่กับคณะปฏิวัติ เขาสอนให้เราช่วยเหลือกัน ไม่เอาเปรียบกัน ไม่เห็นแก่ตัว ต้องช่วยเหลือประชาชนตลอด พออายุได้ 15 ปี ก็เริ่มเห็นคนเจ็บคนป่วยที่ต้องการความช่วยเหลือ เลยขอไปฝึกเรื่องการรักษาคนกับคณะปฏิวัติ ตั้งแต่ปี 2517 ได้เรียนรู้เรื่องการฉีดน้ำเกลือ การทำแผล การนวด การฝังเข็ม ได้ฝึก ได้ทำจริงทำให้คล่องเหมือนหมอ

ต่อมาฐานที่มั่นของเราถูกย้ายมาอยู่แม่กลองคี อำเภออุ้มผาง และสุดท้ายต้องไปมอบตัวให้กับทางรัฐบาล ไปกันทั้งหมู่บ้าน แต่เขาบอกเราว่า ให้มอบแต่ตัว แต่อย่ามอบใจ คือใจที่ช่วยเหลือประชาชน ใจที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ต้องมอบให้เขา ให้เก็บที่ตัวเรา

ตอนนั้นอายุประมาณ 26 ปี พอมอบตัวเสร็จก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านมอทะ แต่ก็ทำหน้าที่รักษาคนเหมือนเดิม และหาความรู้ที่เป็นสมุนไพรปกาเกอะญอควบคู่ไปกับความรู้ที่ได้จากคณะปฏิวัติ รวมทั้งเรียนรู้เรื่องการทำคลอดจากหมอตำแยในหมู่บ้านจนสามารถทำคลอดได้ คนก็มาหาตลอด จนบางทีเขาเรียกเราว่า “หมอปฏิวัติ”

จนอายุ 30 ปี ก็แต่งงาน เพราะถ้าแก่กว่านี้คงหาผัวไม่ได้แล้ว ไม่มีใครเอาแล้ว ต้องแต่งงาน พอแต่งงานตอนแรกลำบากเพราะต้องทิ้งครอบครัว เพื่อดูแลคนป่วย ครอบครัวตอนแรกไม่เข้าใจ ก็เลยบอกพ่อของลูกว่า ถ้าเขารักษาตัวเองได้ เขาคงไม่มาหา ไม่มาเรียกเราหรอก ฉะนั้นเราต้องช่วยรักษาเขา หลังๆมาเขาก็เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง เขาเห็นใจเราบ้าง โกรธเราบ้าง แต่ก็อยู่ด้วยกันจนมีลูกหลายคน

มีคนถามว่า ทำไมไม่เก็บเงินคนที่มารักษา ก็ไม่รู้ไม่กล้าเก็บเงิน เพราะต้องช่วยเหลือกัน ต้องอยู่ร่วมกัน การดูแลคนป่วยก็ลำบาก ต้องคอยเลี้ยงข้าว เตรียมน้ำให้เขาเช็ดตัว จริงๆ มีหมอปฏิวัติหลายคน ส่วนใหญ่หมู่บ้านละ 1 คน แต่เขาก็มาหาเรา คนในหมู่บ้านก็มี คนหมู่บ้านอื่นก็มี ตอนนี้ที่หมู่บ้านมีสถานีอนามัย แต่คนก็ยังมาหา เขาบอกว่า เขาเชื่อใจ ไว้ใจ เขามาหาเราแล้วเขาหายป่วย เขามาด้วยใจก็เลยดูแลเขาด้วยใจ เห็นเขาหายป่วยเราก็หายเหนื่อย

ปัจจุบันก็ยังรักษาคนอยู่เรื่อยๆ เราคิดว่าเราไม่ได้ทำผิด เราทำถูกต้องตามหลักของมนุษย์ และตอนนี้ก็เป็น     อสม. ด้วย ก็ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระของหน่วยงานราชการในด้านการรักษาคนเจ็บป่วย ถึงแม้บางทีเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจ   ก็ต้องอดทนทำงานไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ไม่มีกะกลางวันกลางคืน ถ้าคนมาเรียก คนมาหาก็ต้องทำ

บางทีถ้าเขาเรียกไม่ได้ เขาก็ด่าเรา บางครั้งเขาก็ชมเรา เดือนหนึ่งเฉลี่ยทำคลอดประมาณ 3-4 คน บางทีต้องนั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปทำคลอดที่หมู่บ้านอื่นก็ต้องไป

โรคส่วนใหญ่คือ มาลาเรีย ไข้หวัดใหญ่ ท้องร่วง โรคบางโรคต้องใช้ยาปฏิชีวนะ โรคบางโรคต้องใช้ยาสมุนไพร คนบางคนรักษาด้วยยาปฏิชีวนะได้ คนบางคนต้องรักษาด้วยสมุนไพรเขาถึงจะหายจากการเจ็บป่วย โรคไม่เหมือนกัน คนไม่เหมือนกัน ต้องรู้จักทั้งโรคทั้งคน

ปัจจุบันได้มีมูลนิธิสืบ นาคเสถียร เข้ามาจัดตั้งเป็นเครือข่ายหมอปฏิวัติ และได้ประสานเรื่องยาและเวชภัณฑ์ เครื่องมือต่างๆ ให้ คนจะมาขอยาทุกวัน บางครั้งมีหมอจากโรงพยาบาลมาตรวจแล้วบอกว่า ยาที่นี่เยอะเกินไป เขาก็เอากลับไปใช้ที่โรงพยาบาลบ้าง ก็บอกว่าถ้าเป็นประโยชน์กับคนอื่นก็เอาไปใช้ได้

เพราะว่าโรงพยาบาลเองก็ไม่ได้รักษาคนไข้ที่โรงพยาบาลอย่างเดียว แต่ออกไปรักษาคนข้างนอกด้วย เพราะบางคน บางชุมชนไม่สามารถมาโรงพยาบาลได้ เขาจึงมีมูลนิธิโรงพยาบาลอุ้มผาง เพื่อทำหน้าที่ระดมทุนในการช่วยเหลือผู้อยู่ห่างไกลไม่สามารถมารักษาความเจ็บป่วยที่โรงพยาบาลได้ การที่เขาเอายาจากที่มีคนมาบริจาคให้เราไปรักษาคนต่อ มันก็คือจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพื่อช่วยเหลือประชาชน

การที่มีเครือข่ายหมอปฏิวัติขึ้นมานั้น เพราะว่าในแต่ละชุมชนมีหมอที่ได้เรียนรู้มาจากคณะปฏิวัติอยู่ และการรักษาคนของเรานั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องสมุนไพร สมุนไพรก็เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ เครือข่ายของเราก็เลยต้องดูแลเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนด้วย ไม่มีป่าก็ไม่มีสมุนไพร ไม่มีน้ำสมุนไพรก็ไม่รู้จะเอาน้ำที่ไหนมาให้คนป่วยเช็ดตัว ก็ต้องดูแลทั้งคนและทรัพยากรธรรมชาติควบคู่กันไป และตอนนี้ได้เริ่มฝึกคนรุ่นใหม่ในชุมชนมาทดแทน เช่นตอนนี้ลูกสาวก็จัดยาเป็นแล้ว ฉีดยาเป็นแล้ว จับชีพจรเป็นแล้ว

ปัจจุบันยังมีปัญหาเรื่องที่เก็บยา เพราะอยากได้ที่เก็บยาที่ถูกหลัก เก็บเป็นหมวดเป็นหมู่ สะอาดปลอดภัย แต่คิดว่าเป็นสิ่งที่ยังทำเองไม่ได้ตอนนี้ หากได้รับความร่วมมือผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะเป็นการเติมเต็มในสิ่งที่เรายังขาดอยู่

ก็อยากฝากความหวังต่อการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทยเรา คือ อยากให้มีความเข้าใจกัน ไม่ว่าคนในเมืองกับคนในเมือง และคนในเมืองกับคนในป่า ไม่อยากให้ทะเลาะกัน ไม่จับผิดกันและกัน รับฟังกัน พูดคุยกัน อยากให้มีการแบ่งปันกัน ถ้าพี่ล้ม น้องก็ต้องช่วยพยุงให้ลุกขึ้น ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบประชาชน ไม่เอาเปรียบประเทศชาติ ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน

เช่นเรื่อง การดูแลรักษาสุขภาพ ที่จริงอยากให้มีการส่งเสริมให้ท้องถิ่น ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการสุขภาพของคนในชุมชนได้ เช่น อยากให้คนที่อยู่ในป่าได้สามารถมีสิทธิมีโอกาส มีทางเลือกในการได้รับการรักษาสุขภาพที่มีคุณภาพได้ โดยเลือกได้ว่าจะรักษาความเจ็บป่วยของตนเองที่ไหน ถ้าไปโรงพยาบาลก็จะได้รับยาและการรักษาที่มีคุณภาพ ถ้าจะรักษาในชุมชนก็มีผู้รู้ในชุมชนที่มีภูมิปัญญาเกี่ยวกับหมอพื้นบ้าน ใช้สมุนไพรที่มีสรรพคุณถูกหลักอนามัยและวัฒนธรรมรักษาอาการเจ็บป่วยได้ และได้รับการยอมรับจากทางการด้วย ขอเป็นให้กำลังใจให้ทุกคนในการทำสิ่งที่ดีเพื่อประชาชน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :               “ปาฐกถาฉบับที่ไม่รู้ว่าจะถูกอ่านขึ้น ณ เวลาใด” ดูเรื่องราวฉบับเต็มได้ที่ เก็บเล็กประสมน้อย http://bwisutttoto.blogspot.com/2014/03/gdgsh.html

                                          ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : www.seub.or.th, http://www.tvburabha.com

Tag


องค์กรที่ร่วมขับเคลื่อน ดูทั้งหมด

  • คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
    มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง
    ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน
    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
    มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท
    มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา
  • SIRNet
    สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ
    มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย
    มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ(มพน.)
  • สมาคมพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน
    สมาคมคลังปัญญาอาวุโสแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ
    สหพันธ์ชมรมผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร
    มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)
    มูลนิธิเพื่อนหญิง
  • มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล
    มูลนิธิผู้หญิง
    สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย
    สมาคมเพื่อคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย
    สมาคม คน พิการ แห่ง ประเทศไทย
    สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย
  • สภาคนพิการทุกประเภท
    สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ
    มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย
    สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
    HDF
  • มูลนิธิดวงประทีป
    มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
    มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก
    มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก
    YPDC Thailand
    มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
  • มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
    มูลนิธิเด็ก
    คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
    สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ
    มูลนิธิสุขภาพไทย
    มูลนิธิกองทุนไทย
  • มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.)
    มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว
    เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน
Create by taie