กองทุนภาคประชาสังคม

ภาคภูมิ ศรีดารา กับภารกิจ Book Bike นักเล่านิทาน

“เป้ง - ภาคภูมิ ศรีดารา” อดีตรองประธานชมรมฅนสร้างฝัน รัฐศาสตรบัณฑิตหนุ่มจากรั้วมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และอดีตนักศึกษาฝึกงาน Thai NGO Project มูลนิธิกองทุนไทย ก้าวเดินบนเส้นทางกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาอย่างมากมาย ตั้งแต่เรียนจนจบการศึกษา วันนี้ในฐานะนักพัฒนาคนหนึ่งสู่ภารกิจที่เขาเรียกว่า Wการเปลี่ยนแปลง" ครั้งยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ผู้ชายขี้อายอย่างเขาเข้าสู่ชุมชนอย่างอิ่มเอมใจ และไม่กระดากอายอีกต่อไป พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงสังคมที่เป็นรูปธรรมที่มีเครื่องมือคือ หนังสือนิทานและดินสอวาดรูป ในฐานะนักเล่านักนิทานกับ Book Bike คู่ใจ

“การมอบและสร้างโอกาสสำหรับเด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เปิดสำหรับการเรียนรู้ จินตนาการ ทัศนคติ ดูเหมือนว่าสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับชุมชนเมืองที่หลายองค์กรต่างๆ ก็เคยทำกิจกรรมแบบนี้ กิจกรรมที่สร้างแรงบันดาลใจในการอ่านหนังสือสำหรับเด็กๆ และการเข้าถึงแหล่งองค์ความรู้ตั้งแต่วัยเยาว์ อันเป็นฉากสะท้อนการไม่เท่าเทียม ในการกระจายทรัพยากรที่ควรจะเข้าถึงเด็กๆ ทุกคน แต่มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่เข้าถึงสิ่งเหล่านี้ เด็กในชุมชนเมืองหลายชุมชนที่ถูกเมินเฉยในการเข้าถึงหนังสือที่ดีๆ จึงเป็นโจทย์ในการค้นหาสิ่งที่เด็กควรจะมีโอกาส อ่านหนังสือดีๆ สร้างจินตนาพร้อมทั้งการเรียนรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด” นั่นคือทัศนะของ ภาคภูมิ ศรีดารา กับภารกิจ Book Bike เพื่อการอ่าน

"การเล่นนิทานให้เด็กฟัง ทำกิจกรรม รู้สึกว่ามันมีความสุข สนุก ลักษณะงานที่ทำคืองานพัฒนาเด็กเล็กจากแรกเกิดถึง 3 ขวบ พัฒนาผ่านการเล่าให้เขาฟัง เป็นการสร้างจินตนาการให้เด็กเขาจะดูนิทานไปกับเรา เขาอ่านไม่ออกอยู่แล้ว ไม่จำกัดอายุทุกคนฟังได้หมด แต่เน้นที่เด็กตั้งแต่ 0-3 ขวบ”

“การร่วมโครงการคือการมอบหนังสือนิทานให้พ่อแม่อ่านนิทานให้ฟัง เพราะเราไม่ได้เล่าให้เขาฟังทุกวันอยู่แล้ว เขาเรียกว่า First Book ให้พ่อแม่เขา คือมอบหนังสือให้ฟรี แต่เด็กโตถึงแม้ว่าจะไม่มอบหนังสือให้ แต่เราก็จะไปอ่านหนังสือให้ฟังทุกวัน ตรงนั้นไม่ได้จำกัดว่าจะเป็นเด็กโตเท่าไหร่เราจะเล่าให้ฟังหมด ไม่ได้เล่านิทานทั้งหมดอาจจะเล่าไปแล้วเอากิจกรรมมาแทรก วาดรูป เล่นเกมส์ เราว่าการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ดี ส่วนหนึ่งทำให้เด็กติดหนังสือแล้วมองว่าเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ง่าย จับง่ายๆ แล้วอยากอ่านจากเนื้อหาน้อยๆ ก่อน เริ่มจากดูรูปเยอะๆ ก่อน เราพยายามคัดเลือกหนังสือที่เหมาะสำหรับวัยของเขา เช่น น้องหมีสร้างบ้าน อะไรที่เขาเข้าใจง่ายๆ ที่จริงแล้วเด็กวัย 0-6 ปีเป็นวัยที่ควรได้รับการพัฒนามากที่สุด เพราะเป็นวัยที่เขาเติบโตได้มากที่สุด ทุกด้านได้อย่างรวดเร็ว เป็นช่วงที่เราควรจะเอาเรื่องดีๆ ให้เขามากที่สุด ให้เขาได้ฝังใจพัฒนาต่อ”

“สังเกตดูว่าเด็กที่เคยผ่านตรงนี้ไปเข้าสู่ระบบโรงเรียน เขามีการเรียนรู้ที่ดีกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่ไม่เคยผ่านการพัฒนาแบบนี้ ในปัญหาของมันก็คือทุกชุมชนมันไม่ได้รับการพัฒนาทั้งหมดเพราะเด็กมันเยอะมากในแต่ละชุมชน เราพยายามให้เข้าถึงเด็กให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ พยายามให้เด็กรู้จักเราแล้วกล้าเข้ามาฟังนิทาน วิธีการคือ อันดับแรก เรามีรถนิทาน คือเป็นเหมือนรถขายไอศครีมขี่เข้าไปในชุมชนมันจะดึงดูดเด็กให้เข้ามา เห็นเด็กที่ไหนเราก็จอดอ่านหนังสือให้ฟัง 2-3 คนก็จอดแล้วเล่านิทานให้ฟัง ไปๆ มาๆ เด็กก็รู้จักชุมชนก็รู้จักว่ารถพวกนี้มาเล่านิทานให้ฟัง แต่ก่อนหน้านั้น เราก็จะเข้ามาเป็นทางการก่อน คือมาทำความเข้าใจกับพ่อแม่ ผู้นำในชุมชน ว่าจะมีโครงการมาอ่านนิทานให้เด็กฟัง”

“การเล่านิทานไม่ใช่ว่า เด็กไม่เยอะไม่เล่า แต่มากี่คนก็ต้องเล่าคนเดียวก็ต้องเล่า คนเดียวยิ่งต้องเล่าเพราะเขาจะได้โดยตรงเลย บางครั้งหลายคนเราอาจจะเข้าไม่ถึงแน่นอนว่าเรามีน้อยบางครั้งเขาก็ได้ไม่หมดทุกคน แต่ถ้าเด็กน้อย 1-2 คน ถ้าเราละเลยที่จะไม่เล่าเป็นที่เสียดายมากๆ เพราะเขาจะรับสิ่งที่เราให้เขาได้เติมที่และตั้งใจ พ่อแม่ผู้ปกครองของเด็กส่วนใหญ่เห็นด้วยอยู่แล้วกับกิจกรรมแบบนี้และมีส่วนร่วมมากพอสมควร อับดับแรกเลยเขาจะมองเราว่ามาขายหนังสือหรือป่าว ต้องการอะไรหรือไม่ แต่เราก็ทำความเข้าใจว่าเราจะไม่ทิ้งไปเฉยๆ แต่เราจะกลับมาเรื่อยๆ เราก็ไปตลอดเล่าเรื่อยๆ จนกระทั่งเราเดินเข้าไปเขาก็รู้จักเราเลย คือมันสนิทกันไปเลย ขั้นตอนในการเข้าไปในชุมชนเราเลือกชุมชนที่ควรถูกปลูกฝังก่อน” เขากล่าวนำประเด็น

การเปลี่ยนแปลงของเด็กนั้นอาจจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมด้วย ดังนั้นการสร้างกระบวนการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาสำหรับเด็กจึงเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุดว่า การกำหนดอนาคตไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่อีกต่อไป แต่ผู้ใหญ่ต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงสำหรับเด็กในทางที่ดีให้มากที่สุดเท่านั้นเอง

หากผู้ใหญ่ในวันนี้ยังมัวแต่พะว้าพะวงกับเรื่องของเด็ก แล้วไม่ลงมือทำอย่างจริงจังสักที การสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพย่อมเข้าสู่ทางตัน อย่างน้อยที่สุด การพยายามเข้าไปในชุมชนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงสิ่งที่ดีๆ ของ “ภาคภูมิ      ศรีดารา” แม้จะเป็นเพียงจุดเริ่มเล็กๆน้อยๆ ก็ย่อมดีกว่าที่จะยืนมองแล้ววิเคราะห์โดยไม่ลงมือทำมิใช่หรือ

 

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : www.9dern.com/rsa

Tag


องค์กรที่ร่วมขับเคลื่อน ดูทั้งหมด

  • คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
    มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง
    ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน
    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
    มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท
    มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา
  • SIRNet
    สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ
    มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย
    มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ(มพน.)
  • สมาคมพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน
    สมาคมคลังปัญญาอาวุโสแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ
    สหพันธ์ชมรมผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร
    มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)
    มูลนิธิเพื่อนหญิง
  • มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล
    มูลนิธิผู้หญิง
    สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย
    สมาคมเพื่อคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย
    สมาคม คน พิการ แห่ง ประเทศไทย
    สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย
  • สภาคนพิการทุกประเภท
    สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ
    มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย
    สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
    HDF
  • มูลนิธิดวงประทีป
    มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
    มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก
    มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก
    YPDC Thailand
    มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
  • มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
    มูลนิธิเด็ก
    คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
    สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ
    มูลนิธิสุขภาพไทย
    มูลนิธิกองทุนไทย
  • มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.)
    มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว
    เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน
Create by taie