กองทุนภาคประชาสังคม

ผอ.ประพงษ์ ชูตรัง ข้าราชการเกินครู

“เขาใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในโรงเรียน โดยยึดพื้นที่หน้ากระดานดำเป็นที่นอนมาตลอด 7 ปี ถึงแม้เขาจะเป็นถึงผู้บริหารสูงสุดในโรงเรียน แต่ก็ทำได้ทุกหน้าที่ตั้งแต่นักการภารโรงยันผู้บริหาร”

นี่คงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าสนใจหากเป็นกิจวัตรของภารโรงคนหนึ่ง ทว่า “เขา” คนนั้น คือ ครูประพงษ์ ชูตรัง เป็นถึง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโพธิ์ทอง จ.นครศรีธรรมราช ผู้มีวิถีชีวิตที่แปลกและแตกต่างจากผู้อำนวยการคนอื่น ๆ เพราะนอกจากครูประพงษ์จะมีคุณสมบัติของข้าราชการที่ดีแบบไม่ขาดตกบกพร่องแล้ว วิถีชีวิตที่แปลกแตกต่างของครูประพงษ์ยังมีอิทธิพลต่อวิธีคิดและวิถีชีวิตของครู นักเรียน รวมไปถึงคนรอบข้าง จนทำให้พวกเขาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น และแน่นอนว่าเราอยากให้คุณรู้จักต้นแบบ “ข้าราชการเกินครู” คนนี้กัน

ทุกเช้าภาพของ ครูประพงษ์ ชูตรัง ผู้อำนวยการที่ลุกขึ้นมากวาดขยะและเศษใบไม้ตั้งแต่ตี 5 ก่อนจะมายืนต้อนรับนักเรียนเข้าโรงเรียนด้วยตัวเองเป็นภาพที่ผู้คนแถว ๆ โรงเรียนวัดโพธิ์ทอง จ.นครศรีธรรมราช ชินตากันเป็นอย่างดี เพราะ ครูประพงษ์ เป็นผู้บริหารสูงสุดของโรงเรียนแห่งนี้มากว่า 11 ปีแล้ว โดย ครูประพงษ์ เล่าว่า ช่วงระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา เขาแทบไม่ได้กลับบ้าน แต่จะใช้ชีวิตกินอยู่หลับนอนที่โรงเรียนเสียมากกว่า

“บ้านครูก็มีนะ อยู่ห่างจากโรงเรียน 3-4 กิโลเมตร คือ ครูเป็นคนทำงานแล้วทำจริงจัง งานโรงเรียนมันเยอะมาก ไม่สิ้นสุด กว่าจะกลับบ้านก็สี่ทุ่มห้าทุ่ม กลับไปถึงก็นอน ตีห้าก็ต้องตื่นมาอีกแล้ว เลยคิดว่ามานอนโรงเรียนเลยดีกว่า ได้ประโยชน์กว่า เป็นยามไปในตัว ตอนนี้ไม่คิดถึงบ้านแล้ว คิดถึงแต่โรงเรียน โรงเรียนคือบ้าน บ้านของเราก็คือโรงเรียน”

เดิมทีครูประพงษ์ไม่ได้ใฝ่ฝันอยากเป็นครู แต่เมื่อจับพลัดจับผลูได้ลองสัมผัสกับอาชีพนี้ เขาก็รู้สึกสนุกและติดใจ จนกระทั่งวันนี้ครูประพงษ์รับราชการครูมากว่า 27 ปีแล้ว โดยตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาใช้ชีวิตอย่างสมถะ ขยันขันแข็ง มีระเบียบวินัย ไม่ถือตัว ไม่ยึดติดในลาภยศชื่อเสียง ไม่คิดถึงตำแหน่งและการเลื่อนขั้น ทั้งยังทำงานอย่างเต็มกำลังไม่มีวันหยุดแม้กระทั่งวันเสาร์ อาทิตย์ ปิดเทอม จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไม ครูประพงษ์ จึงเป็นที่รักและศรัทธาของเด็ก ๆ ครู ผู้ปกครอง และชาวบ้านในพื้นที่

“ครูเป็นครูที่สุดยอดครับ ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน ดูแลพวกเราทุกอย่าง เป็นได้ทั้งครู เพื่อน และพ่อ” คำยืนยันจากปากลูกศิษย์ของครูประพงษ์

ทั้งนี้ ในการปฏิบัติหน้าที่หลังเคารพธงชาตินั้น ครูประพงษ์ บอกว่า ทางโรงเรียนจะมีกิจกรรมให้เด็ก ๆ ได้ทำก่อนเข้าห้องเรียนประมาณครึ่งชั่วโมง เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน โดยจะเน้นเรื่อง จิตอาสา ทักษะชีวิต และความกตัญญู ซึ่งเป็นสิ่งที่ครูตั้งใจและปลูกฝังเด็ก ๆ มาเป็นเวลานานแล้ว และหลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมภาคเช้า ผู้อำนวยการคนนี้ก็จะสวมวิญญาณเป็นครูที่สอนนักเรียนได้ทุกวิชา เนื่องจากครูในโรงเรียนมีน้อย โดยในชั่วโมงที่ว่างเว้น ครูประพงษ์จะนั่งทำงานในห้องทำงานที่กว้างที่สุด แถมยังมีแอร์ธรรมชาติในแบบที่ครูชอบ

“ครูมีที่นั่งทำงานอยู่ในโรงเรียนตามมุมต่าง ๆ 3 จุด แต่ไม่มีห้องทำงานเป็นของตัวเองนะ จริง ๆ แล้ว เคยมี แต่ยกให้เด็ก ๆ ไปแล้ว ไม่ชอบโต๊ะทำงาน อยากดูเด็ก ๆ มากกว่า และอยากให้เด็กสบายกว่า ไม่อยากนั่งห้องแอร์ ไม่อยากเอาเปรียบเด็ก มันไม่คุ้มค่าถ้าเราใช้คนเดียว ก็เลยยกให้เด็ก ๆ ได้ใช้ประโยชน์ ส่วนเราก็นั่งตามมุมต่าง ๆ ซึ่งเด็ก ๆ เขาก็จะรู้สึกดีนะว่าเราเสียสละให้เขา เขาก็จะซึมซับคำว่า จิตอาสา ไปด้วย”

นอกจากเรื่อง “จิตอาสา” และ “คุณธรรมจริยธรรม” ที่ครูประพงษ์ตั้งใจปลูกฝังให้เบ่งบานในใจลูกศิษย์แล้ว เขาบอกว่านั่นไม่พอ เพราะทุกคนจะต้องรู้จักทักษะการใช้ชีวิตเป็น และอยู่รอดได้ พร้อมกับแนวคิดปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง” ก็เป็นอีกเรื่องที่ครูประพงษ์ให้ความสำคัญ

“ที่นี่มีการปลูกผัก เลี้ยงหมู พืชผักสวนครัว เราสอนหมด แต่จะไม่บังคับเด็ก เราใช้จิตอาสา ให้เด็ก ๆ เขาทำเองด้วยจิตอาสา เราพยายามฝึกทักษะชีวิตและคุณธรรมให้เด็ก ๆ มากที่สุด ไม่เน้นเรียนเก่ง แต่เน้นเรียนดี เน้นความตั้งใจ อยากให้เขามีทักษะ เอาตัวรอดได้แบบอิคคิวซัง คือใช้ปัญญา และศรีธนญชัย คือการใช้เล่ห์เหลี่ยมในทางที่ถูก”

สำหรับคำนิยามในการเป็นครูที่มักถูกมองว่าเป็นเรือจ้างนั้น คงผิดถนัดในความคิดของ ครูประพงษ์ เพราะหากครูถูกเปรียบเป็นเรือจ้าง ลูกศิษย์ของเขาก็จะกลายเป็นผู้โดยสารที่ไม่ได้มีความผูกพันใด ๆ กัน ทั้งนี้ ครูประพงษ์  บอกว่าการเป็นครูในแบบของเขาต้องเป็นด้วย “จิตวิญญาณ” และครูคือผู้ที่รับผิดชอบศิษย์ไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนเมื่อไหร่ ไม่ใช่แค่ในโรงเรียน เพราะความเป็นครูจะติดตัวไปทุกหนแห่ง

ครูไม่ใช่เรือจ้าง เพราะถ้าเป็นเรือจ้าง เด็กจะเป็นผู้โดยสารพอส่งเขาขึ้นฝั่งแล้วเราหมดหน้าที่ แต่มันไม่ใช่ ครูคือผู้รับผิดชอบศิษย์อยู่ตลอดไป มันมากกว่าอุดมการณ์ เราต้องเป็นครูด้วยจิตวิญญาณ และที่ทำ เราไม่ได้อยากเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง แต่อยากทำให้มันดีที่สุด อยากให้สังคมดี ประเทศชาติดี อยากให้เด็กดี”

...และทั้งหมดนี้ คือต้นแบบแนวคิดและวิถีชีวิตดี ๆ ที่น่าชื่นชมของ “ข้าราชการเกินครู”  อย่าง ผอ.ประพงษ์ ชูตรัง

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :               ผอ.ประพงษ์ ชูตรัง ข้าราชการเกินครู hilight.kapook.com

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก : www.tvburabha.com

Tag


องค์กรที่ร่วมขับเคลื่อน ดูทั้งหมด

  • คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
    มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง
    ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน
    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
    มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท
    มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา
  • SIRNet
    สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ
    มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย
    มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ(มพน.)
  • สมาคมพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน
    สมาคมคลังปัญญาอาวุโสแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ
    สหพันธ์ชมรมผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร
    มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)
    มูลนิธิเพื่อนหญิง
  • มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล
    มูลนิธิผู้หญิง
    สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย
    สมาคมเพื่อคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย
    สมาคม คน พิการ แห่ง ประเทศไทย
    สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย
  • สภาคนพิการทุกประเภท
    สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ
    มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย
    สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
    HDF
  • มูลนิธิดวงประทีป
    มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
    มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก
    มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก
    YPDC Thailand
    มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
  • มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
    มูลนิธิเด็ก
    คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
    สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ
    มูลนิธิสุขภาพไทย
    มูลนิธิกองทุนไทย
  • มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.)
    มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว
    เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน
Create by taie