กองทุนภาคประชาสังคม

บุญยืน ศิริธรรม นักสู้ชาวบ้านเพื่อชาวบ้าน

 “บุญยืน ศิริธรรม” ผู้หญิงคนนี้ เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เธอถูกชาวบ้านเรียกว่าเป็น “คนบ้า” เป็นความบ้าที่เกิดจากการไม่สยบยอมต่อความไม่เป็นธรรมของสังคม จนวันนี้กลายเป็นประธานสหกรณ์ประมงบางจะเกร็ง-บางแก้ว, เป็นแกนนำเครือข่ายภาคประชาชน รักษ์ท้องถิ่นสมุทรสงคราม และผู้ประสานงานเพื่อผู้บริโภคภาคตะวันออก

ในบทบาทหน้าที่การทำงานของเครือข่ายภาคประชาชน คุณบุญยืน เป็นผู้นำในการเคลื่อนไหวและต่อสู้ เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชุมชนหลายกรณี เช่น การต่อต้านการเดินเรือบรรทุกน้ำมันในแม่น้ำแม่กลองการต่อต้านโรงไฟฟ้า คัดค้านการประกาศให้พื้นที่ จ.สมุทรสงคราม เป็นนิคมอุตสาหกรรม เคยคัดค้านการสร้างเขื่อนกั้นน้ำเค็มในลำน้ำแม่กลอง เป็นต้น จนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ที่ทำคุณประโยชน์รักษาสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนลุ่มน้ำแม่กลองมายาวนานกว่า 20 ปี และล่าสุดเธอได้รับรางวัล “พลเมืองคนกล้า” จากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

บุญยืนบอกเล่าถึงสาเหตุที่เธอถูกเรียกว่าเป็นคนบ้าเพราะเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ หมู่บ้านของเธอซึ่งอยู่ใน จ.สมุทรสงคราม เป็นพื้นที่ซึ่งถูกละเลยจากรัฐในการจัดหาระบบสาธารณูปโภค น้ำประปาไม่มี ไฟฟ้าไม่มี ถนนไม่มี โทรศัพท์ก็ไม่มี

“พี่เริ่มทำงานให้กับชุมชนมานานมาก แต่ที่เป็นหลัก เป็นฐานเลยคือปี 2524 พี่ไปที่ว่าการอำเภอ ตอนนั้นน้ำแห้งเรือไปไม่ได้ ต้องเข็นเลยไปอีก 3 กิโลเมตร กว่าจะไปถึง หัวถนนที่มีรถแล้วไปตลาด วันนั้นหมาก็ป่วย แล้วหลังพี่ก็เจ็บมาก แต่พี่ก็ต้องทนทุกข์ทรมาน เพื่อจะไปในเมืองพาหมาไปหาหมอให้ได้ แล้วตัวก็เลอะโคลนทั้งตัว”

“วันนั้นพี่ทนไม่ไหว พี่ก็เลยไม่ล้างโคลน แล้วก็เช่ารถสองแถวที่หัวถนน บอกว่าให้พาไปอำเภอ จะเอาเท่าไรก็เอา กูจะไปทั้งอย่างนี้ละ ความตั้งใจของพี่ก็คือไปให้นายอำเภอมันเห็นว่า คนหมู่ที่ 8 บ้านปากมาบ ต.บางแก้ว มันไปในเมืองมันยังเหมือนคนอยู่ไหม พอไปถึง ลงจากรถพร้อมหมาตัวหัวกระเซิง โคลนเลอะท่วมตัว บอกว่าขอพบนายอำเภอ เจ้าหน้าที่ถามว่ามีธุระอะไรกับนายอำเภอ พี่ก็บอกว่าพี่ไม่มีธุระอะไร แค่อยากมาให้นายอำเภอเห็นว่าคนที่อยู่บ้านปากมาบ มันยังมีหมู่บ้านนี้อยู่นะ แล้วมันมาในเมืองนี่ มันยังเหมือนคนไหม พี่ก็วางหมาลงแล้วหมุนตัวให้ดู นายอำเภอไม่ลงมาพบหรอก เขานึกว่าพี่เป็นคนบ้า พี่ก็พยายามเดินบนอำเภอให้ขี้โคลนมันเลอะมากที่สุด แล้วก็กลับ”

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา “บุญยืน” จึงได้เริ่มต้นต่อสู้ในวิถีทางของตนเอง โดยเอา “ความรู้สึก” ที่มีกับความไม่ถูกต้องมาเป็นแรงขับเคลื่อน โดยเริ่มเข้าไปเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งเธอก็ยังยึดเป็นหน้าที่ที่ต้องทำอยู่มาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ เธอยังมีบทบาทการรักษาทรัพยากรธรรมชาติในลุ่มน้ำแม่กลอง บ้านเกิดของเธอเอง

“ใจของพี่คิดถึงเรื่องอนุรักษ์มาตลอด พี่มีความคิดว่าบ้านเรา เราต้องร่วมกันรักษา ต้องดูแลบ้านเรา พอพี่ไปเป็นอาสาสมัครสาธารณสุข หมอก็จะพูดถึงเรื่องสุขภาพอย่างเดียว ซึ่งพี่คิดว่าคุยเรื่องสุขภาพอย่างเดียวคุยกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง ถ้าตราบใดที่ชาวบ้านยังลำบากเรื่องอาชีพ เรื่องการทำมาหากิน วันนี้ถ้าเราไปบอกชาวบ้านให้รักษาสุขภาพ ในขณะที่ชาวบ้านกำลังหิวมากๆ มีข้าวอยู่จานหนึ่ง เราไปบอกเขาว่าอย่ากินนะมันมีสารพิษ กินเข้าไป 7 วันตาย กับไม่กินแล้วเขาตายวันนั้น คุณคิดว่า ชาวบ้านเขาจะเลือกกินหรือไม่กิน”

“อย่างนี้ต้องทำอาชีพ มีอาชีพเสริมด้วย ก็เลยไปขอที่เขามาตั้งสหกรณ์ มาทำอู่เรือจิ๋วให้เด็กๆ ที่ติดยา มีเด็กติดยาจะทำอย่างไร เพราะจะไปห้ามมันก็ไม่ได้ แต่พี่ไม่อยากให้มันลักขโมยใคร ก็เลยฝึกมันต่อเรือ ใครๆ ก็บอก บุญยืนมันบ้า อย่าไปยุ่งกับมัน เด็กติดยามันก็คบ อีนี่มันบ้า มันไม่ดี พี่ก็เริ่มเอาเด็กมาฝึก จนเดี๋ยวนี้เขามีอาชีพแล้วก็เลิกยาโดยสิ้นเชิง”

ด้วยความที่คุณบุญยืนเป็นผู้หญิง ประกอบกับสิ่งที่เธอทำ เป็นเรื่องที่ผิดแผกแหวกแนวจากวิถีชาวบ้าน ในระยะแรกของการทำงานเธอจึงไม่เป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน แต่ความจริงใจและความพยายามที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิติของคนในชุมชน ในที่สุดเธอก็เป็นที่ยอมรับ และสามารถสร้างแนวร่วมในการทำงานเพื่อชุมชนได้

“20 กว่าปีที่ทำงานมา แรกๆ ผู้หญิงจะไม่ได้รับการยอมรับ มันบ้าอย่าไปยุ่งกับมัน อีบ้านี่ พี่จะได้ยินประจำ พี่ไม่สนใจ พี่เป็นคนบ้ายาวนานมาก บ้าจนชาวบ้านเกิดการยอมรับว่า บุญยืนมันทำเรื่องดีๆ นะ มันไม่ได้บ้าทำเรื่องเลวร้าย ก็เกิดการยอมรับ เพราะฉะนั้นไม่ว่าพี่จะไปทำอะไรที่ไหน พี่มีเครือข่ายทั้งจังหวัด ตอนนี้เคลื่อนไหวอะไรหลายๆ อย่าง เข้าไปร่วมกันปฏิรูประบบสุขภาพ พี่เป็น อสม.กบฏ คือ อสม.เขาต้องเชื่อหมออนามัย แต่พี่มองไปมากกว่านั้น ต้องมีการปฏิรูประบบสุขภาพ ก็เลยไปร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ขับเคลื่อนร่วมกันล่ารายชื่อ รณรงค์ ให้มีหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”

อุปสรรคใหญ่ของคุณบุญยืน นอกจากการยอมรับในชุมชนแล้ว ครอบครัวก็เป็นปัจจัยหลักที่เกือบทำให้เธอต้องวางมือจากงานที่กำลังทำอยู่ ถึงแม้ว่าคุณบุญยืนจะไม่ได้แต่งงานก็จริง แต่ก็มีพ่อแม่พี่น้อง ซึ่งไม่ชอบให้ไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน ทั้งนี้ก็เพราะความเป็นห่วงในสวัสดิภาพของเธอนั่นเอง

“ตอนนั้นกำลังก่อสร้างสหกรณ์อยู่ ที่บ้านก็บอกว่า จะไปยุ่งเรื่องของเขาทำไม ต่างคนต่างอยู่ดีแล้ว อย่าไปยุ่งเรื่องของเขา ให้เลิก พี่บอกเลิกไม่ได้ ถ้าวันนั้นพี่วางมือ ทุกอย่างที่สร้างไว้ก็จะพังหมด เพราะชาวบ้านเขาก็เห็นเราเป็นแกน พี่ก็ถูกไล่ออกจากบ้าน เหมือนอาเหลียงลอดลายมังกรเลย เสื่อผืนหมอนใบมุ้งหลังหนึ่ง หมาหนึ่งตัว เพราะรักหมามาก ไปอยู่ใต้ถุนของชาวบ้านใกล้ๆ ที่สร้างสหกรณ์ เขาก็ให้ข้าวเรากินบ้าง เราช่วยทำความสะอาดบ้าง พอสหกรณ์ปูพื้นมุงหลังคา พี่ก็เข้าไปนอนในสหกรณ์ เป็นผู้จัดการ ได้เงินเดือน 1 พันบาท ก็พอเลี้ยงตัวเอง อยู่ได้เพราะพี่เป็นคนสมถะ ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน หวยใต้ดิน ลอตเตอรี่ กระทิงแดง แตงคู่ หรือกาแฟ พี่ก็ไม่กิน ชีวิตพี่ไม่มีอะไรมาก พี่อยู่สหกรณ์ 3 เดือน เขาถึงไปรับกลับบ้าน แล้วเขาก็เลิกไล่ เลิกว่า วันนั้นมันเป็นจุดหักเหในการทำงานของพี่เลย ถ้าวันนั้นพี่เห็นแก่ครอบครัว ยอมเลิก ทุกอย่างก็จะจบ พี่ไม่ยอม ถ้าเราวางทุกอย่างมันก็ล้มครืนมาหมด เพราะวันนั้นชาวบ้านเขายังไม่แข็งแรง”

บุญยืนบอกอีกว่า เครือข่ายชุมชนที่แม่กลองขณะนี้เข้มแข็งมาก แม้ว่าต่อไปจะไม่มีคนชื่อบุญยืน แม่กลองไม่สิ้นคนดี และไม่ผูกติดอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง

 “วันนี้เราสร้างคนมาทดแทนในหมู่บ้านได้ พี่ก็ขึ้นไปทำงานเชิงนโยบายต่อ นี่เป็นความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของพี่ พี่ไม่เคยคิดว่า พี่ไปทำดีอะไรนักหนา พี่ไปทำสิ่งที่พี่อยากทำเฉยๆ เท่านั้นเอง”

“เรื่องราวของการต่อสู้ ก็ต้องไปพูดถึงเหตุที่มาที่ไป ว่าทำไมคนอย่างพี่ถึงต้องลุกขึ้นมาสู้ ที่นี่ดีอยู่อย่างหนึ่งคือ เอาไงเอากัน สู้ด้วยกัน โรงไฟฟ้าไม่เอาก็ไม่เอาด้วยกัน เขื่อนไม่เอาก็ไม่เอาด้วยกัน ทั้งหมดไม่มีใครลุกขึ้นมาต่อต้านเรา ที่นี่มีคนสู้กับพี่เยอะ เพราะ 20 กว่าปีที่อดทน ต่อสู้เรื่องนี้มา จนเกิดการยอมรับ”

จึงกล่าวได้ว่า “บุญยืน” คือดอกไม้เหล็กแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง ที่ยากจะหาใครเหมือน

ระบบความคิดของเธอ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับชุมชนอื่นๆ เริ่มต้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาท้องถิ่นอย่างจริงจัง และถูกทาง อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างในการต่อต้านการทุ่มเม็ดเงินมหาศาลผ่านโครงการของรัฐไปยังพื้นที่ชุมชนต่างๆ ด้วยการให้ความรู้กับชาวบ้านถึงผลกระทบที่จะตามมาขับเคลื่อนจนกลายเป็นพลังมวลชนอันเข้มแข็งเมื่อต้องใช้สิทธิคัดค้านหรือสนับสนุน

เพราะ “บุญยืน” ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตาฟ้าลิขิต และเธอไม่เชื่อว่าวิธีการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ต้องแบมือขอความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากรัฐบาลเสมอไป

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก :               นักสู้ชาวบ้าน “บุญยืน ศิริธรรม” หญิงแกร่งแห่งสมุทรสงคราม “คนบ้า” ผู้กลายเป็น “คนกล้า” www.oknation.net/blog/print.php?id=423265

                                           ขอขอบคุณภาพประกอบจาก :         www.bangkoksync.com, www.oknation.net, www.bangkokbiznews.com

Tag


องค์กรที่ร่วมขับเคลื่อน ดูทั้งหมด

  • คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
    มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง
    ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน
    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
    มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท
    มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา
  • SIRNet
    สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ
    มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย
    มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ(มพน.)
  • สมาคมพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน
    สมาคมคลังปัญญาอาวุโสแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ
    สหพันธ์ชมรมผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร
    มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)
    มูลนิธิเพื่อนหญิง
  • มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล
    มูลนิธิผู้หญิง
    สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย
    สมาคมเพื่อคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย
    สมาคม คน พิการ แห่ง ประเทศไทย
    สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย
  • สภาคนพิการทุกประเภท
    สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ
    มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย
    สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
    HDF
  • มูลนิธิดวงประทีป
    มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
    มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก
    มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก
    YPDC Thailand
    มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
  • มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
    มูลนิธิเด็ก
    คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
    สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ
    มูลนิธิสุขภาพไทย
    มูลนิธิกองทุนไทย
  • มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.)
    มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว
    เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน
Create by taie