กองทุนภาคประชาสังคม

เครือข่าย คน ต้นไม้ : ต่อยอดสู่ความยั่งยืน

เครือข่าย คน ต้นไม้ : ต่อยอดสู่ความยั่งยืน

กลางไอแดดร้อนระอุ ใต้ร่มไม้ที่หลายคนแค่ผ่านทาง ชายวัยกลางคนในชุดทะมัดทะแมงพร้อมหมวกปีกกว้างพอป้องกันความร้อนแรงจากแสงอาทิตย์ ก้มๆ เงยๆ  เจาะๆ ขุดๆ อยู่ตรงลำต้นที่เริ่มผุเน่า เขาใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมงกว่าจะทำแผลให้กับไม้ใหญ่รุ่นคุณปู่เสร็จสิ้น  แม้จะไม่ใช่ภาพชินตา แต่ถ้าเป็นคนช่างสังเกต กิจกรรมลักษณะนี้มีให้เห็นเสมอริมถนนสายสำคัญในเชียงใหม่ บริเวณคูเมือง และตามวัดวาอารามต่างๆ

                อาจารย์บรรจง สมบูรณ์ชัย เล่าว่า หลังจากตกลงปลงใจเลือกเส้นทางหมอต้นไม้ ภารกิจในการรักษาไม้ใหญ่ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันที่ทำด้วยใจไม่ต้องมีใครจ้าง "มันเหมือนเราทำงานแล้วติดลม พอทำหนึ่งต้นแล้วก็มีความอยากไปดูต้นต่อไปว่าเป็นอย่างไร จากนั้นก็เริ่มมีคนมาบอกให้ไปดูต้นที่นั่นที่นี่สิ ก็ทำไปเรื่อยๆ"

                อุปกรณ์พื้นๆ อย่างค้อนยางและสิ่ว คือของคู่กายที่พกติดตัวไปด้วยเสมอ เมื่อเจอต้นไม้ป่วยที่ไหน หมอต้นไม้คนนี้ก็พร้อมปฐมพยาบาลทันที แต่ชีวิตจริงต่างจากในตำรามากมายนัก การเป็นหมอต้นไม้ในเมืองไทยก็ต่างจากที่ญี่ปุ่นแทบทุกด้าน ขาดแคลนทั้งเรื่องอุปกรณ์ ทุนสนับสนุน และความเข้าใจ “พอลงไปดูในรายละเอียด เครื่องไม้เครื่องมือบ้านเรายังไม่พร้อม ยังไม่ทันสมัย ที่เราดูแลอยู่ทุกวันนี้ยังเหมือนแค่เบื้องต้น มีแค่อุปกรณ์พื้นฐาน ซึ่งที่อาจารย์ฮามาโนบอกยังมีอีกหลายตัว บางอย่างก็มีอยู่แล้วแหละแต่มีในบางหน่วยงาน เช่น กรมป่าไม้ ในแล็ป ซึ่งทั้งประเทศไทยมีอยู่ชิ้นเดียว แต่ญี่ปุ่นเขาให้ความสำคัญมาก มีในหน่วยงานระดับท้องถิ่น ในระดับพื้นที่ กระจายกัน ไม่ใช่ไปกองอยู่ที่เดียว"

                พ้นจากอุปสรรคเรื่องเครื่องไม้เครื่องมือ พอเจาะลึกลงไปในเนื้อไม้ เรื่องโรคก็มีความแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์และสภาพภูมิอากาศด้วย ทั้งหมดนี้หมอต้นไม้สัญชาติไทยต้องเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง ซึ่งนั่นหมายถึงแนวทางการรักษาที่ต้องหาให้เจอว่าวิธีไหนเหมาะสมที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่

                "บ้านเราไม้ค่อนข้างแข็งแรง มีความต้านทานเยอะ แต่ว่ามันก็ขึ้นอยู่กับบางประเภทบางชนิด เช่น เราไปเจอการระบาดของด้วงหนอนอะไรอย่างนี้ ถ้าเราไม่ตัดปัญหาที่ต้นเหตุมันก็จะลามไปได้เร็วเหมือนกัน บางทีอาจจะต้องหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อที่จะรักษาต้นไม้นั้น เพราะมันไม่ได้มีมาก่อนและที่ญี่ปุ่นเขาก็คงไม่ได้มีเหมือนเรา "

                อาจารย์บรรจงวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่บ้านเราขาดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับต้นไม้หลายชนิด เป็นเพราะในอดีตเราเน้นทำการศึกษาต้นไม้ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ และไม้ผลที่ใช้ในการเกษตร ส่วนพวกไม้ประดับหรือต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะข้อมูลจะน้อย เพราะถือว่าสามารถเติบโตตามธรรมชาติได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็เป็นเช่นนั้น กระทั่งเมื่อมีการขยายตัวของเมือง การก่อสร้างสาธารณูปโภคต่างๆ รวมถึงการขยายถนน ล้วนส่งผลให้ต้นไม้ริมทางถูกรบกวนมากขึ้นเรื่อยๆ

                "ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น ปัญหาบ้านเราเยอะกว่า เพราะบ้านเราไม่มีวินัย ไม่มีมาตรฐาน มันเป็นเรื่องคนทั้งหมดเลย อย่างการทำงาน คุณไปจ้างผู้รับเหมาไปตัด คุณไม่เคยไปดูเลยว่าเขาตัดถูกไหม นี่คือความไม่มีวินัย ความไม่ใส่ใจของคน"

                ขณะที่ด้านหนึ่งต้นไม้กำลังถูกคุกคามจากน้ำมือมนุษย์ สังคมอีกด้านก็เรียกร้องให้รักษาพื้นที่สีเขียวที่เหลืออยู่เพื่อปกป้องลมหายใจของตนเอง งานยากของหมอต้นไม้จึงเป็นการต่อชีวิตต้นไม้ที่ยังเหลืออยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดยั้ง ด้วยเหตุนี้การทำงานเพียงลำพังจึงไม่น่าจะเป็นคำตอบที่ดี ต้องหยั่งรากความรักต้นไม้ลงไปในหัวใจคน พร้อมๆ กับเอื้อมมือไปแตะกับกลุ่มคนทำงานที่มีเป้าหมายเดียวกัน

                "พอลงพื้นที่ไปสักพักก็อยากให้คนรับรู้ข้อมูลด้วย ผมเลยเริ่มการอบรมเชิงปฏิบัติการ โดยทดลองกับนักเรียนในเส้นสันกำแพง เรียกว่าเป็นอาสาสมัครหมอต้นไม้รุ่นเยาว์ เยาวชนหมอต้นไม้ คือจริงๆ อยากให้เขาใส่ใจต้นไม้ มากกว่าที่จะมาเป็นหมอ ให้เขารู้ว่าต้องปลูกต้นไม้นะ พอปลูกแล้วก็ต้องดูแลมัน"

                จากอาสาสมัครหมอต้นไม้รุ่นเยาว์ ก้าวสำคัญที่ทำให้งานหมอต้นไม้ผลิดอกออกผล ก็คือการทำงานร่วมกับเครือข่ายต่างๆ โดยเฉพาะเครือข่ายเชียงใหม่ เขียว สวย หอม ซึ่งมีการเชื่อมโยงกับหลายองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล สถาบันการศึกษา หรือชุมชน ส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากขึ้น

               

                "ถ้าทำคนเดียวเราก็เหนื่อยไม่มีกำลัง เริ่มแรกผมก็พยายามเอานักศึกษาที่เราสอนอยู่มาเป็นกำลังโดยเริ่มทำในห้องเรียน ในมหาวิทยาลัยแม่โจ้ก่อน พอนักศึกษาเริ่มเป็น เราก็ให้เขาเป็นพี่เลี้ยง ช่วยผ่อนแรงเรา เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือลงพื้นที่ หรือ แบ่งเด็กเป็นกลุ่มเป็นฐาน เราก็เหมือนมีมือไม้เพิ่มอีกสิบมือ แต่พอได้ทำงานร่วมกับเชียงใหม่ เขียว สวย หอม เขาจะเป็นคนกำหนดโจทย์พื้นที่ มีกลุ่มคนให้ เพราะผมอาจไม่ถนัดเรื่องลงชุมชนเท่าไหร่"

                อาจารย์บรรจง ยกตัวอย่างอุปสรรคในการลงชุมชนก่อนหน้านี้ว่า หมอต้นไม้กลายเป็นคนกลางระหว่างคนที่อยากให้ตัดต้นไม้ทิ้ง เพราะกลัวต้นไม้จะล้มลงมาสร้างความเสียหาย กับกลุ่มคนที่ต้องการให้อนุรักษ์ต้นไม้ เพราะเห็นความสำคัญในการรักษาสิ่งแวดล้อม

                "กระบวนการชุมชนสำคัญ คือถ้าเราคิดแค่ว่าทำอย่างนี้แล้วดีก็อาจขัดแย้งกับชาวบ้าน สุดท้ายเมื่อเราเดินออกจากชุมชนมันจะไม่ได้อะไรเลย อย่างต้นยางนาจะเอาออกได้ก็ต่อเมื่อมันตายแล้ว ต้องมีประชาชมร่วมกันหลายฝ่าย ป่าไม้ ส่วนปกครอง กฎหมาย นักวิชาการ มาร่วมคุยกัน เพราะยางนาเป็นไม้คุ้มครอง ไม่ใช่ว่าคุณจะจัดการยังไงก็ได้ ต้องเป็นขั้นเป็นตอนถึงรัฐมนตรี แต่รัฐมนตรีอาจจะให้อำนาจกับผู้ว่าราชการจังหวัด เราก็ต้องไปนั่งคุยกันถกกัน"

                ความละเอียดอ่อนตรงนี้ทำให้การสื่อสารสร้างความเข้าใจกับชุมชนเป็นโจทย์ใหญ่ในงานหมอต้นไม้เช่นกัน ทั้งนี้เพราะต้นไม้ในเมืองไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่มักอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ หากไม่ได้รับความร่วมมือ การดูแลรักษาต้นไม้ให้มีชีวิตยืนยาวย่อมเป็นเรื่องยาก

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะรอให้ถึงวันที่ต้องตัดสินใจว่าจะให้ต้นไม้ได้ยืนต้นอยู่ต่อ หรือต้องถูกตัดทิ้งไป การรักษาสุขภาพต้นไม้ให้แข็งแรง ไม่หักโค่นยามมีลมพายุ หรือไม่ผุพังจนสร้างความเสียหายกับชีวิตและทรัพย์สิน คืองานด่วนที่หมอต้นไม้ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนที่อยู่ร่วมกับต้นไม้เหล่านั้น   

                ปฏิบัติการช่วยชีวิตนี้ทำให้หมอต้นไม้พบกับความท้าทายใหม่ๆ เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานบนต้นไม้ที่มีความสูงมากอย่างต้นยางนา ซึ่งต้องอาศัยกลุ่มคนที่มีทักษะในการปีน และก็ได้สองหนุ่มจาก Cliff Top Adventure มาร่วมสานฝันทำเรื่องยากให้เป็นไปได้  หรือในภาพกว้างซึ่งต้องสร้างเครือข่ายคนที่ทั้ง ‘รัก’ และ ‘รักษ์’ ต้นไม้ให้มากที่สุด

.               การขึ้นทะเบียนต้นไม้ใหญ่ นับเป็นอีกหนึ่งโครงการนำร่องเพื่อให้เกิดการอนุรักษ์มรดกอันทรงคุณค่านี้อย่างเป็นระบบ และแน่นอนว่าต้นไม้ระดับนางงามกว่า 300 ต้น คือภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น พร้อมๆ ไปกับจำนวนต้นไม้ที่อยู่ในข่ายต้องให้ความช่วยเหลือที่ขยายออกไปเรื่อยๆ ถึงจุดนี้การเพิ่มจำนวนและศักยภาพของหมอต้นไม้กลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ต้องทำต่อ

               

“ในแง่การถ่ายถอดความรู้เรามีหลายๆ ขา คือมีทั้งพวกที่เรียนเป็นหลักสูตรที่แม่โจ้ และที่เป็นคอร์สอบรมเพิ่มเติมสำหรับคนที่ทำด้านนี้อยู่แล้ว อีกส่วนคือการอบรมชาวบ้าน ซึ่งเราให้ความรู้พื้นฐานเพื่อที่จะดูแลต้นไม้อย่างถูกวิธี ให้เขาได้สัมผัสกับอาการของมัน ให้เขาถือค้อนไปถอนตะปูที่ถูกตอกลงไปในต้นไม้ ให้รู้ว่ามันสร้างความเจ็บปวดสะสม ต้นไม้ต้นนั้นตายเลยนะ พอมันฝังไปคือพาหะเลย เพราะฉะนั้นเกิดอะไรขึ้นก็มาจากแผลด้วย แล้วมันลึก มันทะลุไปถึงไส้ใน ให้เขาเห็นด้วยตัวเอง”

                “แต่ถ้าจะให้ลงไปถึงฐานรากต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กเยาวชนขึ้นมา เข้าไปให้ความรู้ในโรงเรียน บอกเขาว่าต้นไม้หนึ่งต้นเกิดออกซิเจนเท่านี้ เราปลูกหนึ่งต้นก็ได้ออกซิเจนทั้งปี พอโตเป็นผู้ใหญ่เขาจะได้ตระหนัก นี่คือหัวใจที่ญี่ปุ่นเขาฝังดีเอนเอให้ตั้งแต่เด็ก เขาถึงเป็นคนแบบนั้นได้ คือถ้าคิดแบบปลูกจิตสำนึกต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก คุณต้องรักต้นไม้รู้จักต้นไม้”

                นอกจากนี้การเปิดคลินิกต้นไม้ ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการฝึกฝนหมอต้นไม้รุ่นใหม่ให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น

“ตอนนี้เรามีคลินิกหมอต้นไม้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลต้นไม้ หรือขอความช่วยเหลือได้ ซึ่งหลังจากที่เรามีคลินิกมีเครื่องไม้เครื่องมือ ซัมเมอร์ก็ให้เด็กนักศึกษาประมาณสามสี่สิบคนลงพื้นที่ชุมชน เขาก็จะได้ฝึกการรักษาต้นไม้ด้วย”

                ถึงวันนี้งานหมอต้นไม้ในเชียงใหม่จะแตกหน่อต่อยอดออกไปอย่างมากมาย มีอุปสรรคให้ได้แก้ไข มีความสำเร็จให้ได้ภูมิใจ มีเพื่อนที่พร้อมจะร่วมอุดมการณ์กันไปจนคำว่า “เหนื่อย” หรือ “ท้อ” ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทว่าความยั่งยืนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ท้ายที่สุดก็ยังหยุดอยู่ตรงทัศนคติของคน

                “มันมีมุมมองของคนเวลามองธรรมชาติ มองสิ่งแวดล้อม มองต้นไม้ เราเป็นผู้ใช้ประโยชน์แต่เราไม่เคยคิดว่าทำอย่างไรให้ประโยชน์มันอยู่ยืนนานโดยที่เราเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยปกป้องดูแล อยากเป็นผู้ใช้อย่างเดียว อันนี้สำคัญ ใช้อย่างเดียวไม่นานก็หมดไป แต่ถ้าเราช่วยปกป้องคุ้มครองหรือปลูกเสริมก็จะใช้ได้ไม่หมด ถ้าเราดูแลในรุ่นของเราให้ดี รุ่นต่อๆ ไปก็จะมีคนมาแตะมือ เหมือนเราทำวันนี้เพื่อลูกหลานในวันข้างหน้า”

                สำหรับหมอต้นไม้คนนี้ แม้ว่าที่ผ่านมาผลตอบแทนจะมีทั้งดอกไม้และก้อนอิฐ แต่ด้วยพื้นฐานของความเป็นครู การมีจิตอาสา และแรงบันดาลใจที่ได้จากอาจารย์ฮามาโน หมอต้นไม้ที่รักต้นไม้ที่สุดคนหนึ่ง เส้นทางนี้ยังมีความหวังอยู่เสมอ

“อยากให้คนส่วนใหญ่คิดก่อนตัดสินใจ เลื่อยแรกหรือดาบแรกที่คุณลงไปมันเท่ากับปลิดชีวิตตั้งกี่ร้อยปีที่เขามีมาภายในสิบนาที สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ ขอโอกาสก่อน เพราะแค่ตัดสินใจพลาดไปวันเดียว เราจะเสียใจไปตลอดเลย”

 

เรื่อง : ซุติมา ซุ้นเจริญ ภาพ : เขียวสวยหอม

Tag


องค์กรที่ร่วมขับเคลื่อน ดูทั้งหมด

  • คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
    มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง
    ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน
    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
    มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท
    มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา
  • SIRNet
    สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ
    มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย
    มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ(มพน.)
  • สมาคมพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน
    สมาคมคลังปัญญาอาวุโสแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ
    สหพันธ์ชมรมผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร
    มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)
    มูลนิธิเพื่อนหญิง
  • มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล
    มูลนิธิผู้หญิง
    สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย
    สมาคมเพื่อคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย
    สมาคม คน พิการ แห่ง ประเทศไทย
    สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย
  • สภาคนพิการทุกประเภท
    สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ
    มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย
    สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
    HDF
  • มูลนิธิดวงประทีป
    มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
    มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก
    มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก
    YPDC Thailand
    มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
  • มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
    มูลนิธิเด็ก
    คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
    สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ
    มูลนิธิสุขภาพไทย
    มูลนิธิกองทุนไทย
  • มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.)
    มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว
    เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน
Create by taie