กองทุนภาคประชาสังคม

ไม้หมายเมืองเชียงใหม่

 ไม้หมายเมือง ค่อนข้างเป็นคำใหม่ ที่ยังไม่มีการให้ความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานของไทย และในภาษาอังกฤษ ก็ไม่พบคำศัพท์ ที่มีความหมายตรงกับคำดังกล่าวนี้ คงพบแต่ คำว่า “Land mark”อย่างไรก็ตาม คำๆนี้ย่อมมีที่มา คำว่า “ไม้หมายเมือง” ถูกเรียกโดย อาจารย์สมพร ยกตรี ปราชญ์ด้านพรรณไม้ล้านนา ผู้ได้รับยกย่องให้เป็น “เก๊าไม้ล้านนา” เป็นคนแรก

อาจารย์ สมพรให้ความหมายของ “ไม้หมายเมือง” ว่าเป็นภูมินามของสถานที่อันเกี่ยวข้องกับสถานที่นั้นๆ ซึ่งสัมพันธ์กับชุมชน และวัฒนธรรมท้องถิ่น หรือเป็นการสร้างเอกลักษณ์และจุดหมายตา ที่ชัดเจนด้วยการใช้พืชหรือต้นไม้ขนาดใหญ่ ที่มองเห็นได้แต่ไกลเพื่อมิให้หลงทาง

 นอกจากนี้ ยังมีคำที่มีความหมายคล้ายๆกัน ได้แก่ “ไม้หมายถิ่น” และ “ไม้หมายทาง” ซึ่งอาจารย์สมพรได้อธิบายเพิ่มเติม ถึงความหมายของทั้งสองคำ หมายถึง พันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่เคยพบเห็นในอดีต จนใช้เรียกชื่อตามชื่อพันธ์ไม้นั้นๆ หรือมีการปลูกขึ้นเพื่อให้เกิดการจดจำแหล่งสถานที่นั้นๆ หรือเพื่อความสวยงามที่เอื้อต่อภูมิประเทศสองข้างทาง นั้นๆ

สำหรับต้นไม้ที่ถือว่าเป็นไม้หมายเมืองของเชียงใหม่คือ ต้นยางนาใหญ่ ข้างๆ เสาอินทขิล ปัจจุบันมีอายุ ระหว่าง 200 - 218 ปี วัดรอบที่ความสูง 130 เซนติเมตรจากพื้นดิน ได้ 10.56 เมตร ซึ่งหากไม่หักโค่นเสียก่อน น่าจะมีความสูงไม่น้อยกว่า 40 เมตร โดยมีปรากฏหลักฐานในประวัติวัดเจดีย์หลวง ว่า

 “ยางนาใหญ่ต้นนี้ปลูกในสมัยพระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่(วงศ์ทิพจักร) องค์ที่ 1 (พ.ศ. 2324 – 2358) สันนิษฐานว่าปลูกขึ้น 2 ช่วงเวลา  (1) ปลูกให้ “มีหมายเมือง” ในครั้งที่ย้ายจากเวียงป่าซางขึ้นมาอยู่เมืองเชียงใหม่อย่างถาวร ในปี พ.ศ. 2339  (2) ปลูกให้เป็นของคู่กับ “เสาอินทขิล” ในปีที่ย้ายเสาอินทขิลจากวัดสะดือเมือง มาไว้ที่วัดเจดีย์หลวงเมื่อปี พ.ศ. 2353”

ปัจจุบันเมืองเชียงใหม่ยังมีต้นยางนาขนาดใหญ่หลงเหลืออยู่จำนวนมาก ซึ่งนอกจากต้นยางนาข้างเสาอินทขิลแล้ววัดเจดีย์หลวงยังมีต้นยางนาขนาดใหญ่อยู่บริเวณวัดอีก 2 ต้น  ในพื้นที่ใกล้เคียงคือบริเวณคูเมืองเชียงใหม่มีต้นยางนาขนาดใหญ่อยู่ที่ประตูสวนปรุง ประตูสวนดอก แห่งละต้น และที่คุ้นตาสำหรับชาวเชียงใหม่เป็นอย่างดีคือต้นยางนาบนถนนสายเชียงใหม่-ลำพูน ที่มีอายุราวร้อยปี จำนวนกว่า 900 ต้น 

สำหรับต้นยางนาเชียงใหม่ – ลำพูนนั้นเริ่มปลูกครั้งแรกในปีพ.ศ. 2445 ปลูกขึ้นเพื่อให้เป็นการแบ่งเขตแดนระหว่างเชียงใหม่กับลำพูน ตามนโยบายของ เจ้าพระยาสุรสีหวิสิษฐ์ศักดิ์ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพ  ที่เรียกว่า นโยบาย “น้ำต้องกองต๋ำ” โดยให้ทางเชียงใหม่ปลูก ต้นยางนา และให้ลำพูนปลูก ต้นขี้เหล็ก ทำให้ยางนาเป็นไม้หมายเมืองที่บ่งบอกว่าเมื่อเห็นต้นยางนาแสดงว่าได้เข้าเขตเมืองเชียงใหม่แล้ว มาตราบทุกวันนี้

            ยางนา เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงได้ถึง 50 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นตรง เปลือกเรียบหนา สีเทาปนขาว เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ใบรูปไข่แกมรูปหอก เนื้อใบหนาขอบใบเรียบ ดอกสีชมพูออกเป็นช่อสั้นๆ ตามง่ามใบที่ปลายกิ่ง กลีบรองกลีบดอกตอนโคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย กลีบดอกมี5กลีบ โคนกลีบประสานติดกันปลายกลีบบิดเวียนตามกันแบบกังหัน เกสรตัวผู้มี 29 อันรังไข่มี 3 ช่อง ไข่อ่อนช่องละ 2 อัน ผลกลม มีครีบตามยาวตลอด 5 ครีบ ปีกยาว 2 ปีกไม่เกิน 16 เซนติเมตร ปีกสั้น 3 กลีบเป็นรูปหูหนู ออกดอกเดือนมีนาคม-พฤษภาคม  ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด พบตามป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณชื้นขึ้นบนราบเป็นกลุ่มๆตามริมห้วยในทุกภาคของประเทศไทย

ยางนา จัดเป็นไม้อเนกประสงค์ ที่ให้ประโยชน์แทบทุกส่วน ทั้งทางตรง ได้แก่ น้ำมันยาง สมุนไพร และเนื้อไม้สำหรับใช้สอยทั่วไป  นิยมใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัย รองจากไม้สัก และทางอ้อม เนื่องจากเป็นไม้ขนาดใหญ่มีเรือนพุ่มกว้าง จึงเป็นแหล่งดูดซับคาร์บอนไดออกไชด์ และช่วยสร้างสมดุลให้กับสิ่งแวดล้อมที่มันขึ้นอยู่

ดังนั้น ต้นยางนาที่เอ่ยไปข้างต้นเหล่านั้น จึงมีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ เพื่อสืบทอดให้เป็นมรดกทางธรรมชาติ ได้รับการดูแลจากประชาชนเป็นอย่างดี  คนเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็ง หากคนในสังคมไม่เข้มแข็งนั้นแล้ว ธรรมชาติจะยั่งยืนได้อย่างไร

เรื่อง : ณปวันชัย  กุลฉัตรฐานนท์ ภาพ:เขียวสวยหอม

Tag


powered by CIVIL SOCIETY EMPOWERMENT INSTITUTE