กองทุนภาคประชาสังคม

ประชาชนร่วมจัดบริการสุขภาพ : งานเอดส์สู่การพัฒนาประเทศ



: ช่วยแนะนำความเป็นเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ที่นอกจากทุกคนต้องเป็นผู้ติดเชื้อให้ฟังหน่อย ?


จริง ๆ พวกเรากลุ่มผู้ติดเชื้อมาจากสภาพปัญหา ในอดีตมันมีสภาพปัญหาที่เราต้องเจอร่วมกัน อย่างการเข้าถึงการรักษา การอยู่ร่วมกันกับ

ชุมชน ซึ่งพอรวมกัน  เราก็มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือส่งเสริมให้ผู้ติดเชื้อเข้าถึงการรักษาด้วยยาต้านไวรัส  และทำให้มีระบบสุขภาพที่ยั่งยืน

เราอยากเห็นคนทุกคนเข้าถึงการรักษาได้จริงและมีระบบรองรับ เพราะเมื่อกอ่นมีผู้ติดเชื้อบางคนที่ต้องขอรับการสงเคราะห์ในฐานะผู้ป่วย

อนาถาซึ่งการรักษาเเบบนี้เป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์มานมนาน แล้วเราก็กันเพื่อเปลี่ยนจากผู้รับบริการ ไปเป็นผู้ร่วมจัดบริการ

เพื่อเป็นเรี่ยวเเรงในการทำงานพัฒนาระบบสุขภาพด้วยกันกับภาครัฐ จะเห็นได้ว่าระยะหลังมานี้ กลุ่มผู้ติดเชื้อมีส่วนเข้าไปติดตามเพื่อน

ดูแลเพื่อน ทำให้เพื่อนมีคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งทำงานส่งเสริมป้องกันโรคด้วย ภาพการทำงานของกลุ่ม  จึงกลายเป็นการทำงานร่วมกับ

รัฐ และเคยได้รับรางวัล red ribbon award จากการมีส่วนร่วมของกลุ่มกับระบบการรักษา
 
 

: ทำไมต้องไปร่วมจัดปริหาร ไม่กลัวโรงพยาบาล หมอ หรือหน่วยงานรัฐจะหาว่าจุ้นหรือ ?

เราคิดว่า รพ มีข้อจำกัดเรื่องบุคคลากร เช่น หมอ พยาบาล ในขณะที่กลุ่มผู้ติดเชื้อ มีประสบการณ์ซึ่งทราบดีว่ายาต้านไวรัส จำเป็นต้อง

กินอย่างตรงเวลา แล้วเราก็เชื่อว่าการมาโรงพยาบาล ไม่ใช่เเค่มารับถุงยาไป แต่จำเป็นต้องมีกิจกรรมร่วมกัน เพื่อเติมทั้งข้อมูล กำลังใจ

และช่วยเพื่อนคลี่คลายปัญหา เครือข่ายผู้ติดเชื้อในทุกระดับจึงมีการจัดกิจกรรม  พบกลุ่ม / เยี่ยมบ้านสมาชิกที่รับยาต้านไวรัสรายใหม่

ดังนั้นการมีส่วนร่วมได้ไม่ได้หมายความว่าเราไก่กา มันก็ต้องมั่นใจว่าเราสามารถร่วมจัดบริการภายใต้การดูแลของพี่เลี้ยงอย่างพยาบาล

ได้ด้วย ซึ่งตัวผมเองมาจากการเป็นตัวแทนระดับกลุ่ม แล้วจึงได้รับการเลือกเป็นเตัวแทนจังหวัด ขยับไปสู่ภูมิภาค พวกเรามีกลไกในการ

แก้ปัญหาต่างกัน ตั้งแต่เเก้ปัญหารายกรณีระดับพื้นที่ ไปจนการทำงานระดับนโยบาย   หน้าที่หลักของคณะกรรมการเครือข่ายผู้ติดเชื้อ

เอชไอวี/เอดส์ระดับชาติ  ก็มีหน้าที่ดูสถานการณ์ ทิศทางของประเทศ และเข้าไปมีบทบาทในการผลักดันระดับนโยบาย เข้าไปสะท้อน

ปัญหาของกลุ่มผู้ติดเชื้อในกลไกรัฐ  การรวมกันมาจนถึงวันนี้  ทำให้พบข้อเท็จจริงที่ว่าการทำงานกับผู้ติดเชื้อ  มันไม่ใช่เฉพาะประเด็น

เรื่องเอดส์อย่างเดียวเท่านั้น  เพราะถ้าจะขจัดความเหลื่อมล้ำเพื่อคลี่คลายเรื่องการเลือกปฎิบัติในกลุ่มผู้ติดเชื้อ  ประเทศไทยต้องมี

ระบบสุขภาพ เราจึงเป็นหนึ่งในแสนรายชื่อเพื่อขอให้รัฐ ออก พรบ.ลักประกันสุขภาพเเห่งชาติโดยหวังว่ายาต้านไวรัส ฯ เข้าสู่ระบบ 

 

: ช่วยเล่าถึงรูปธรรมความสำเร็จ ในฐานะภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านเอดส์ให้เราฟังหน่อย ?

การรวมกันมาจนถึงวันนี้ทำให้พบข้อเท็จจริงที่ว่าการทำงานกับผู้ติดเชื้อมันไม่ใช่เฉพาะประเด็นเรื่องเอดส์อย่างเดียวเท่านั้น เพราะถ้าเราจะ

ขจัดความเหลื่อมล้ำ เพื่อคลี่คลายเรื่องการเลือกปฎิบัติในกลุ่มผู้ติดเชื้อ ประเทศไทยต้องมีระบบสุขภาพ  เราจึงเป็นหนึ่งในแสนรายชื่อเพื่อ

ขอให้รัฐ ออก พรบ.ลักประกันสุขภาพเเห่งชาติ โดยหวังว่ายาต้านไวรัส ฯ เข้าสู่ระบบ    ทีนี้พอเกิด พรบ.หลักประกันสุขภาพเเห่งชาติ

ก็ไม่ได้หมายความว่ายาต้านไวรัสจะเข้าสู่ระบบและเราเป็นไท เรื่องการรักษา เครือข่ายฯต้องผลักดันอีก 3 ปี กว่าจะได้รับสิทธิยาต้านไวรัส

ใน พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พอมาถึงวันนี้เรื่องใหญ่ของเราคือจะรักษา และทำให้ระบบบริการแบบนี้คงอยู่ได้ยังไง จริง ๆ แล้วเรา

หวังว่าถ้าจะเกิดระบบบริการสุขภาพมาตรฐานเดียว เราอยากเห็นการรวมกันของสามกองทุน และทำให้ทุกคนใช้เงินจากแหล่งเดียวกัน

ได้รับการรักษา การปฏิบัติภายใต้ระบบบริการเดียวกัน


    




: ทำไมโลกนี้ต้องมีกลุ่มคนที่ไม่พร้อมนิ่งเฉยต่อปัญหา ลุกขึ้นมาตั้งตัวเป็ฯภาคประชาสังคมด้วย ?

เอาเป็นว่าตอนนี้ เรื่องของการเจ็บป่วยไม่ใช่ปัญหาของบุคคลเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว อย่างกลุ่มผู้ติดเชื้อกำลังร่วมกับเครือข่ายอื่น ๆ ทั้งกลุ่ม

ผู้ป่วยมะเร็ง เบาหวาน หัวใจ รวมกันในแบบที่เรียกว่า Healhty forum เพื่อร่วมกันในทางการขับเคลื่อนนโยบายการเข้าถึงการรักษา และการ

จัดบริการด้านสุขภาพ เพราะฉะนั้นจากนี้ไปเราทำงานเอดส์ ไม่ใช่เพื่อเเก้ไขปัญหาด้านเอดส์เท่านั้น เเต่เรากำลังทำงานเอดส์ เพื่อไปสู่ระบบ

หลักประกันสุขภาพ ระบบรัฐสวัสดิการอื่น ๆ ด้วย แต่ที่ผ่านมาหากถามเรื่องอุปสรรคข้อจำกัดคงเป็นเรื่องกฏหมายของประเทศ  ก็คือพวกเรา

พยายามมีส่วนร่วมมาโดยตลอดแต่ก็ติดขัดเรื่องการสนับสนุนจากภาครัฐ ที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมพอเข้าไปได้ก็ไม่ได้รับ

การยอมรับอันนี้เป็นปัญหาใหญ่  

 

แล้วถ้าถามว่าทำไมต้องมีภาคประชาสังคม คงต้องเรียนตรงไปตรงมาว่าการเเก้ปัญหาหลายอย่างทุกคนควรมีส่วนร่วม ทั้งรัฐบาล

ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไป ในโลกใบนี้ไม่มีปัญหาอะไรที่ข้าราชการจัดการแก้ไขปัญหาได้โดยลำพังหรอก หลายคน

เข้าใจว่าเรื่องเอดส์เป็นปัญหาของคนที่ติดเชื้อ จริง ๆ แล้วมันใช่หรือ ? แล้วคุณจะแน่ใจว่าตัวเองจะไม่ติดเชื้อในอนาคตได้ยังไง ?

แล้วอย่างยิ่งปัจจุบันนี้เรื่องเอดส์ ไม่ได้เป็นเเค่เรื่องการรักษาอีกต่อไปแล้ว วันนี้หลักสำคัญคือการต่อสู้กับความเชื่อ ทัศนคติ การ

รังเกียจกีดกันและเลือกปฏิบัติ การละเมิดสิทธิที่ยังมีอยู่เยอะ ดังนั้นการที่เราทำงานเรื่องเอดส์ ไม่ใช่แค่การดูแลรักษา แต่เป็นเรื่อง

การสร้างบรรยากาศใหม่ และการสร้างความเข้าใจในการอยู่ร่วมกัน

 

การรักษามันก้าวหน้ามานานแล้ว แต่ว่าการอยู่ร่วมนี่ก้าวหลัง คำถามคือถ้ารัฐลงทุนปีละเป็นพัน ๆ ล้านกับเรื่องการรักษา พอรักษาเขาแล้ว

แต่เขากลับมาทำงานในสังคมไม่ได้ อยู่ในสังคมไม่ได้ประเทศชาติจะได้อะไร การพัฒนาที่มีดีแค่มิติด้านการรักษา ไม่ช่วยให้เศรษฐกิจในระดับ

ฐานรากมันเดินแถมทำให้เสียบรรยากาศของการอยู่ร่วมอีกด้วย ประเทศเรายังมีการละเมิดสิทธิด้านเอดส์กันอยู่เยอะมาก ๆ รวมทั้งสภาพการณ์

ปัจจุบันประชาชนยังมีความเสี่ยง แต่ประชาชนกลับไม่เห็นความเสี่ยงของตัวเอง งานของเครือข่ายผู้ติดเชื้อก็ยังจำเป็น   ดังนั้นการรวมกลุ่มกัน

เพื่อเเก้ไขปัญหาเฉพาะกลุ่ม เฉพาะประเด็นจะในนามภาคประชาสังคม หรือองค์กรอะไรมันมีประโยชน์แน่นอนอยู่แล้ว และถ้ารัฐบาลเห็นว่าการ

มีส่วนร่วมของประชาชน จะทำให้ประเทศนี้พัฒนาได้ ไม่ว่าจะมิติของการพัฒนาด้านไหนก็ต้องสนับสนุนให้มีกองทุนในการทำงาน แต่ว่าหน้าตา

จะเป็นยังไงจะตั้งอยู่ที่ไหนค่อยมาว่ากัน แต่อย่างน้อยก็ควรทำให้มีการสนับสนุนการทำงานอย่างเพียงพอ



 

: ถ้าอย่างนั้นถามต่อเลยว่า หากมีกองทุนภาคประชาสังคมจริง หน้าตาและการบริหารจัดการควรเป็นอย่างไร ?

ถ้าหากประเทศไทยจะมีกองทุนภาคประชาสังคม หน้าตาของมันควรจะมีระบบอย่างเช่น ระบบสุขภาพภายใต้ พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ซึ่งก็ว่าด้วยเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอยู่แล้ว  ก็ควรมีเม็ดเงินสนับสนุนให้ภาคประชาสังคมเข้ามาทำงานอย่างรอบด้าน ทั้งการ

ส่งเสริมป้องกันโรค การดูเเลรักษาแต่ที่สำคัญคือต้องไปแก้ที่ระเบียบการใช้งบประมาณ เพื่อทำให้ชัดเจนว่าต่อไปประชาชนสามารถพัฒนา

โครงการหรือเสนอโครงการเพื่อการทำงานในรูปแบบภาคประชาสังคมแข่งขันกับกับหน่วยงานรัฐได้ สุดท้ายผมมีข้อเสนอ 3 ข้อ สำหรับการ

พัฒนาบ้านเมืองนี้อยู่ที่รัฐสนใจจะทำไหม เพราะเห็นว่ายังอยู่ในช่วงจังหวะเดินหน้าประเทศ 


1. ระบบสุขภาพควรเป็นมาตรฐานเดียว กองทุนเดียวใช้เงินภาษีร้อยเปอร์เซนอย่างเท่าเทียมกัน

2. เปลี่ยนเบี้ยยังชีพ ที่กำลังกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่พรรคไหนให้เบี้ยมากกว่าจะน่าสนใจ กลายเป็น พรบ.บำนาญ

    แห่งชาติ ทำให้ผู้สูงอายุทุกคนมีหลักประกันตอนสูงวัยอย่างเท่าเทียมกัน

3. ประเทศนี้ติดหนี้ตั้งแต่เรียนหนังสือ ! จบก็ยังใช้หนี้ไม่หมดเป็นหนี้ภาษีตัวเองที่จ่ายไป ทำไมไม่สร้างระบบหลักประกันการ

    ศึกษาแห่งชาติโดยใช้เงินของชาต ของรัฐ

 

Tag


องค์กรที่ร่วมขับเคลื่อน ดูทั้งหมด

  • คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
    มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง
    ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน
    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
    มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท
    มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา
  • SIRNet
    สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ
    มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย
    มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ(มพน.)
  • สมาคมพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน
    สมาคมคลังปัญญาอาวุโสแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ
    สหพันธ์ชมรมผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร
    มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)
    มูลนิธิเพื่อนหญิง
  • มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล
    มูลนิธิผู้หญิง
    สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย
    สมาคมเพื่อคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย
    สมาคม คน พิการ แห่ง ประเทศไทย
    สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย
  • สภาคนพิการทุกประเภท
    สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ
    มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย
    สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
    HDF
  • มูลนิธิดวงประทีป
    มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
    มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก
    มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก
    YPDC Thailand
    มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
  • มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
    มูลนิธิเด็ก
    คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
    สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ
    มูลนิธิสุขภาพไทย
    มูลนิธิกองทุนไทย
  • มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.)
    มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว
    เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน
Create by taie