กองทุนภาคประชาสังคม

เปิดประวัติ เมียน เวย์ จากผู้ลี้ภัย กลายเป็นภาคประชาสังคมผู้ยืนหยัดทำงานในประเทศไทย

   ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้เป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย  ตามนโยบายของรัฐบาลทหาร

แต่ทว่า เนิ่นนานมาแล้วที่ได้มีกลุ่มคนที่รวมตัวกันเป็นภาคประชาสังคมในนาม มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า  ที่ได้เริ่มต้นทำงานด้านการ

ศึกษา และยังเปิดโณงเรียนสอนหนังสือให้แรงงานต่างด้าวในกรุงเทพมหานครทุก ๆ วันอาทิตย์  ท่ามกลางกระแสการพัฒนาที่ถาโถม

และประเทศไทยยังได้มีแรงงานข้ามชาติเข้ามาอาศัยนับล้านคน  วันนี้ thaicivilsociety ขอเชิญร่วมทำความรู้จักกับ    คุณ เมียน เวย์ 

รองผู้อำนวยการ มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า  ผู้จะมาเปิดประสบการณ์ 20 ปี ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย

ทำไมคนที่ไม่ได้มีสัญชาติไทย อย่างคุณ เมียน เวย์ ถึงมาทำงานภาคประชาสังคมในประเทศไทยได้ ?

            ต้องเล่าก่อน ว่าเหตุผลที่เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยของผมเนื่องมาจากต้องลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศพม่า ครั้งแรกที่

หนีจากกาญจนบุรี มาอยู่ที่ปริมณฑล แถว ๆ มหาชัย พวกเราก็คิดกันว่า โอ้โห !  คนงานพม่าที่มาทำงานแถวสมุทรปราการ มหาชัย หรือ

สมุทรสงครามนี่เยอะมากนะ ทำไมเราถึงไม่มีโอกาสในการได้รวมตัวพูดคุยกันเลย ช่วงแรก ๆ ต้องบอกอย่างตรงไปตรงมา ว่ามันเป็นเรื่อง

ความคาดหวังทางการเมือง เป็นการรวมตัวเพื่อแผยแพร่สถานการณ์การเมืองที่รุนแรงในประเทศพม่าสมัยนั้น โดยตัวผม ได้รับคำสั่งจาก

กรรมการที่ลี้ภัยมาด้วยกัน ว่าให้เตรียมตัว มีเวลาครึ่งปีนี่แหละให้เร่งทำศูนย์ข้อมูล แล้วก็ตอบโต้กับรัฐบาลพม่าสมัยนั้น  เราก็เริ่มจากการ

เรียนการสอนภาษาทุกวันอาทิตย์ก่อน

 

         ตอนแรกเริ่ม เวลาทำงานจริง ค่อนข้างยากมาก เพราะสถานการณ์ในเมืองไทยเองก็ใช่ว่าจะดี มีทั้งถูกรังเกียจกีดกัน มีการถูกข่มขู่

โดยนายจ้าง เพราะไม่มีใครอยากให้ลูกน้องรู้เยอะ หรือพอเจอคนแปลกหน้าเข้ามาในพื้นที่ก็ไล่ยิงบ้าง ทำกันไปทำกันมาจนล่วงมาเป็นปี

ก็เลยคิดกันจริงจัง ว่าควรทำการสอนวิชาความรู้ทักษะต่าง ๆ ให้คนพม่าในเมืองไทยจริง ๆ จึงเริ่มก่อตั้งเป็นโรงเรียนสอนวันอาทิตย์ เมือ

เดือนกุมภาพันธ์ปี 1997 การเป็นแรงงานที่มาเรียนกับเรานี่ลำบากมาก เพราะแรงงานต้องทำงานกลางคืนจะว่างวันอาทิตย์เพียงวันเดียว

มาเรียนก็โดนตำรวจไถตังค์บ้าง บางคนถูกจับส่งกลับบ้างก็ไม่อยากเรียน  สอนกันอยู่สองสามเดือนก็มีปัญหา ทหารโทรมาบอกว่าพวกเรา

ซ่องสุมกัน พอวันจะเรียนทหารโทรมาแจ้งว่า ตอนนี้จับนักเรียนของเราส่งกลับไปหมดแล้ว เหลือเข้ามาคุยกับพวกครู พวกอาสาสมัครนะ

ทำอะไรกันไม่ถูกเลยตอนนั้น แต่ทางการไทยก็เสนอแนวทางการจัดการต่าง ๆ ให้ ให้คำปรึกษาว่าควรทำเป็นโรงเรียนสอนเด็กวันอาทิตย์

ไม่ใช่มาสอนกันแบบไม่ขออนุญาตแบบนี้ หลังจากนั้นก็แอบสอน เปิดห้องเรียนกันในวัดบ้าง หรือไม่ก็ตามลานปลาที่เถ้าแก่ไม่อยู่ โดนไล่

เป็นหมูเป็นหมาแต่ว่าเราก็ทำให้การเรียนการสอนมันง่ายกับแรงงาน ย้ายครูย้ายอาสาสมัครผู้ทำการสอนไปในที่ที่แรงงานเข้าถึงสะดวก

ทำกันแบบนี้มาเป็นปี แล้วก็เริ่มมีหน่วยงานด้านสาธารณสุขมาร่วมสอนเรื่องสุขภาพบ้าง เรื่องโรคติดต่อบ้าง  ต่อมาก็ได้รับสนับสนุนจาก

แหล่งทุนต่างประเทศ สนับสนุนรถมาให้เอาไว้ส่งคนป่วย ส่งนักเรียน ส่งคุณครูอาสา เริ่มจากนักเรียน 3-4 คนเป็น 70-80 คน ทำมาจนถึง

วันนี้  มีนักเรียนที่มาเรียนกับเรากว่า 700 คน  ส่วนใหญ่จะเรียนกันในวันอาทิตย์ แต่บางส่วนก็เรียนวันพุธกับวันศุกร์ด้วย  แล้วบุคลากรครู

ส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัคร ไม่ได้จัดจ้าง โดยการดูแลกันเองด้วยระบบแกนนำ มีเข้ามาร่วมพัฒนาการเรียนการสอนประมาณ 20 – 30 คน  

 

แล้วถ้าอยากมาเรียนที่นี่ต้องทำยังไง ?

        การมาเรียนที่นี่มีสิ่งสำคัญคือทุกคนต้องยอมรับกฏกติกาของโรงเรียน จะบอกว่าตัวเองไม่ใช่เชื้อสายเมียนมาร์   แต่ว่าเป็น

ไทยใหญ่ เป็นกะเหรี่ยงเป็นรัฐฉาน สิ่งที่คุณต้องเป็นหากว่าต้องการจะเรียนที่นี่ คือเป็นนักเรียน เราสอนภาษาพม่า ภาษาอังกฤษ

ภาษาไทย คอมพิวเตอร์ เราให้เท่ากันนักเรียนก็ต้องมีสถานะเท่ากันไม่รังเกียจกีดกันแบ่งชั้น แบ่งศาสนาจะพุทธ  คริสต์  อิสลาม

ต้องสวมยูนิฟอร์มสีขาวที่เหมือนกัน เรียนร่วมกันได้ เหตุผลที่ทำไมเราจึงให้นักเรียนแต่งชุดเหมือนกันเพราะด้วยภาพลักษณ์ของ

แรงงานต่างด้าว เมื่อเจ้าของประเทศมองเข้ามาก็จะมีแต่ภาพว่าพวกเรานี่มันสกปรก ไม่มีระเบียบไร้วินัย มาทำงานหนัก มาทำงาน

ใช้แรงงาน แต่การได้แสดงให้เห็นว่าพวกเราก็สามารถอยู่ในกฏ อยู่ในระเบียบ อยู่ในวินัยได้มันเป็นเหมือนกระดาษคำตอบที่เราส่ง

คุณครูเหมือนกัน ซึ่งคุณครูของเรานั้นคือคนไทยทั้งประเทศและสังคมโลก การมาเรียนที่นี่ อย่างน้อยผู้สมัคร   หรือตัวแรงงานเอง

ต้องมีเอกสารรับรองการเข้าเมืองอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นบัตรชมพู(บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย) พาสปอร์ต หรือ MOU

เพราะว่าเราไม่อย่างเสี่ยง แล้วพอคนเยอะ ๆ เราก็ช่วยเหลือไม่ได้   แต่เรื่องแรงงานที่เข้าเมืองผิดกฏหมายสมัยนี้เองก็ได้รับการ

แก้ไขคลี่คลายไปมากแล้ว

 

คำถามที่คนไทยส่วนใหญ่จะต้องถาม คือถ้าแรงงานเมียนมาร์มีความรู้มากขึ้น จะเกิดประโยชน์อะไรกับประเทศไทย ?

       ในกรุงเทพไม่มีนายจ้างถูกลูกจ้างเมียนมาร์ฆ่าตัดคอ  ไม่เชื่อลองดูสถิติจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ผมจะตอบแค่นี้แหละ ที่เห็น

ภาพได้มากที่สุด เอาเข้าจริงเราอยากพัฒาให้แรงงานบ้านเราที่เข้ามาทำงานมีความรู้มากขึ้น อย่างน้อยก็รู้เรื่องการสื่อสาร เรื่อง อย่างน้อย

สื่อสารกับคนอื่นได้สื่อสารกับนายจ้างได้ ก็จะสามารถทำงานตอบแทนนายจ้างได้อย่างตรงไปตรงมาไม่ใช่สั่งให้ไปทางซ้ายดันไปทางขวา

แล้วสมมติใช้ให้ลูกจ้างขึ้นไปทำฝ้าเพดานแล้วไม่ระมัดระวังตกลงมาคอหัก ขาหักแขนหัก การเรียนรู้ทั้งภาษา ทักษะการเอาตัวรอดจึงเป็น

เรื่องสำคัญ จะมีนายจ้างที่ไหนอยากได้ลูกจ้างที่คุยไม่รู้เรื่อง ดังนั้นถ้าอยากให้งานตัวเอง หรือกิจการพัฒนา ก็ต้องเปิดโอกาสให้ลูกน้องได้

เรียนรู้เพิ่มเติม ขี้หมูขี้หมาไม่ได้อะไรคนพวกนี้จะได้สื่อสารเรื่องงานกับนายจ้างได้ แล้วอีกอย่างคือว่าถ้าหากแรงงานกลับบ้านไป ก็สามารถ

เอาความรู้กลับบ้านไปได้   พวกเขาไม่เหมือนคนไทยที่มีระบบการศึกษานอกโรงเรียน  พวกเขาไม่มีโอกาสกลับไปเรียนหนังสือที่ประเทศ

ต้นทางได้ถ้าหากว่าอายุเกินจากเกณฑ์ไปแล้ว เราคงไม่อยากให้ชาติบ้านเมืองเต็มไปด้วยคนไม่รู้หนังสือ คนที่สื่อสารกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง

อีกเรื่องคือการที่ถ้าคนทำงานรู้ภาษา ก็จะสามารถป้องกันตัวเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการเอารัดเอาเปรียบ หรือกระบวนการค้ามนุษย์ได้ 

 

 

อุปสรรคสำคัญที่พบ แล้วความต้องการ การช่วยเหลือในอนาคต ?

        จริง ๆ เราเคยปิดตัวนะ เรียนกันจนมาถึงจุดหนึ่ง ซึ่งแรงงานหลายคนบอกว่าอยากมาเรียน แต่สถานการณ์เริ่มไม่อำนวยแล้ว ก็เลย

ยุติการทำงานไปครั้งหนึ่งเพราะเราดูแลไม่ไหว ไหนจะถูกจับกุม ไหนจะนายจ้าง ไหนจะคนงานเองมีหลายระดับความรู้  มาเรียนรวมกัน

ก็ตามกันไม่ทัน มันวุ่นวายไปหมดจนเราต้องยุติ เพื่อทบทวนใหม่ แล้วก็เริ่มทำการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ  ตอนนี้นะ  เรามีกองทุน

ที่รวบรวมจากนักเรียนของเรา ตั้งไว้เป็นเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยหรือคนที่เดือดร้อน ตั้งไว้ให้คนที่เรียนดีอยากเรียนต่อแต่ไม่มีทุน แล้ว

การช่วยเหลือทำโดยไม่เลือกว่ าเป็นคนไทยหรือเมียนมาร์ เช่นว่าตอนที่น้ำท่วมที่ภาคใต้ เราก็เอาเงินไปร่วมบริจาค ถ้ามีโรงเรียนที่ทาง

เมียนมาร์แจ้งมาว่าต้องซ่อมแซมตรงนั้นตรงนี้เราก็ใช้เงินกองทุนบริหารจัดการให้การช่วยเหลือ เงินส่วนมากมาจากนักเรียนปัจจุบันบ้าง

ศิษย์เก่าที่ทำงานเก่ง ๆ แล้วพัฒนาตัวเองจนไปเป็นคนใหญ่คนโตได้บ้าง  มีนักเรียนที่เรียนกับเราตอนนี้ ได้เป็นล่ามในสถานฑูตไทยที่

เนปิดอว์ ได้เป็นครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัยบ้าง บางคนเรียนเก่งขยันทำงานแต่ไม่มีเงินก็เรียนจนจบปริญญาได้เพราะเขาเห็นความสำคัญ

ของการศึกษา  แล้วถ้าถามถึงความต้องการ จะบอกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนโยบายการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวที่ค่อนข้างดีแล้ว 

ทรรศนคติของคนไทยต่อแรงงานเองก็ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก แต่จากการทำงานของเราสิ่งที่เป็นอุปสรรค คือว่าต่อให้นโยบายดียังไง

แต่ผู้ปฏิบัติงานไม่ปฏิบัติตามนโยบายมันก็เหมือนเดิม  จริง ๆ แล้วคนที่อยู่ในระดับปฎิบัติการเองอาจขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องการบริหาร

จัดการ การทำงานกับแรงงานต่างด้าวเลยไม่ได้ทำตามนโยบาย  อีกเรื่องที่สำคัญ  คือรัฐไทยไม่ได้ให้ความสำคัญจริง ๆ ในการพัฒนา

ความรู้ความสามารถของคนเหล่านี้ รวมทั้งมองปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวเป็นเรื่องความมั่นคง ไม่ได้มองมิติการพัฒนาประเทศ

 

 

แล้วในฐานะคนไทย ในฐานะเจ้าของประเทศ อยากให้พวกเราเตรียมตัวอย่างไร ?

       เราต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่อยู่กับที่ แรงงานต่างด้าวไม่ได้มีแค่ตัวแรงงาน ยังมีลูกหลานผู้ติดตามที่เข้ามาพร้อมกัน แรงงานเองต้อง

เป็นแรงงานชั้นดีที่ทำงานได้ พร้อมทำงานแล้วก็ตอบแทนนายจ้างได้อย่างเต็มความสามารถ ลูกหลานแรงงานเองก็ควรได้รับการศึกษา

ได้รับการพัฒนา  เผื่อว่าเขาจะได้กลายเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศไทย พัฒนาภูมิภาคนี้ได้  การเปิดเสรีต่าง ๆ จะได้เป็นการพัฒนา

ไม่ใช่แค่วาทกรรมอย่างที่หลายรัฐบาลพล่าม ๆ กัน  สำหรับคนไทย อย่างที่บอกว่าตอนนี้เรื่องทัศนคติ เรื่องการปฏิบัติกับแรงงานข้ามชาติ

ดีขึ้นกว่าเดิมมาก ก็เพียงแค่ให้โอกาสลูกน้องได้เพิ่มโอกาสในการพัฒนาตัวเอง เพื่อกิจการของท่านก็พอแล้ว 

Tag


องค์กรที่ร่วมขับเคลื่อน ดูทั้งหมด

  • คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
    มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง
    ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน
    สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
    มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท
    มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา
  • SIRNet
    สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ
    มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย
    มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ(มพน.)
  • สมาคมพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงาน
    สมาคมคลังปัญญาอาวุโสแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิพัฒนางานผู้สูงอายุ
    สหพันธ์ชมรมผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร
    มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.)
    มูลนิธิเพื่อนหญิง
  • มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล
    มูลนิธิผู้หญิง
    สมาคมครอบครัวศึกษาแห่งประเทศไทย
    สมาคมเพื่อคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย
    สมาคม คน พิการ แห่ง ประเทศไทย
    สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย
  • สภาคนพิการทุกประเภท
    สถาบันสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ
    มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย
    สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย
    มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
    HDF
  • มูลนิธิดวงประทีป
    มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
    มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก
    มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก
    YPDC Thailand
    มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก
  • มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
    มูลนิธิเด็ก
    คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)
    สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ
    มูลนิธิสุขภาพไทย
    มูลนิธิกองทุนไทย
  • มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.)
    มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว
    เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน
Create by taie