กองทุนภาคประชาสังคม

คุณวิวัฒน์ ตามี่ นักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของชนเผ่า

“จากการเห็นสภาพของชนเผ่าที่ถูกกีดกัน ถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่คุกคามในรูปแบบต่างๆ เมื่อได้เห็นสภาพปัญหาต่างๆ ก็ทำให้เกิดความตั้งใจเริ่มทำงานเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นหลักตั้งแต่ปี 2541เป็นต้นมา” คำบอกเล่าของคุณวิวัฒน์ ตามี่ กับการเริ่มต้นการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน

คุณวิวัฒน์  ตามี่ ได้เข้ามาทำงานในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของชนเผ่า โดยเริ่มจากการเป็นอาสาสมัครตัวเล็กๆ จากการเป็นอาสาสมัครในการเก็บข้อมูลให้กับมหาวิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาก็เข้ามาทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนตั้งแต่ปี 2529 เป็นต้นมา เริ่มจากการทำงานพัฒนาเยาวชนและการศึกษา ทำงานเครือข่ายชุมชนต่างๆ สมัชชาประชาชนเผ่า ผู้มีปัญหาสถานะบุคคลนอกจากนั้นก็มาทำงานองค์กรประสานงานรัฐและชาวบ้าน

คุณวิวัฒน์ เล่าถึงอุปสรรคในการทำงานที่ต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า  การที่ต้องทำงานกับทัศนคติทางชาติพันธ์ของคนในสังคม การขาดความร่วมมือจากภาครัฐ เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาตรวจสอบและคุกคามต่างๆนานา ข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการทำงาน โดยเฉพาะทรัพยากรด้านงบประมาณ การต้องหางบประมาณปีต่อปี ซึ่งมีความไม่แน่นอน ปัจจัยต่างๆเหล่านี้มักจะทำให้เกิดปัญหาในการทำงาน ไม่ใช่แค่นั้น ปัญหายังลามมาถึงครอบครัวอีกด้วย

“ปัญหามีค่อนข้างมาก งานพวกนี้เราก็ต้องทำ ครอบครัวเราก็ทิ้งไม่ได้ ต้องทำงานกันไปแบบล้มลุกคลุกคลาน  แก้ปัญหาที่เข้ามาเรื่อยๆ”

อย่างไรก็ตามจากการทำงานที่มีหมู่คณะเข้าร่วมกันต่อสู้ ทำให้ในปัจจุบันประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน และภาพลักษณ์ของชนเผ่า ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เข้ามาร่วมแก้ไขปัญหามากขึ้น ทำให้เรื่องราวของชนเผ่าเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง สามารถสร้างเครือข่าย มีการก่อตั้งเป็นสมัชชาชนเผ่า มีการกระตุ้นให้เกิดการทำงานในวงกว้างมากขึ้น จากเดิมมีเพียงไม่กี่องค์กร แต่ปัจจุบันมีมากขึ้นเป็นร้อยองค์กร ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้สังคมได้รับรู้และเห็นปัญหาของชนเผ่า และมีการทำงานในประเด็นนี้เพิ่มมากขึ้น

“สิทธิของคน สิทธิของชนเผ่าไม่สามารถได้มาจากการร้องขอ แต่ได้มาด้วยการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง การเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงต้องมาจากรากหญ้าจึงจะมีความยั่งยืน การจะทำให้วิถีชีวิตของชนเผ่ามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีความเท่าเทียมในสิทธิต่างๆ ไม่เป็นพลเมืองชั้นสอง นอกจากเครือข่ายภาคประชาสังคมจะต้องร่วมมือกันแล้ว ชนเผ่าเองก็ต้องลุกขึ้นมากำหนดแนวทางการทำงานเพื่อพัฒนาอนาคตของตัวเขาเอง และการทำงานบางอย่างก็ต้องมีต้นทุนในการทำงาน ซึ่งหากไม่มีต้นทุนการทำงานก็จะลำบาก”

คุณวิวัฒน์ ได้ให้ทัศนะว่า หากในอนาคตจะมีการผลักดันให้เกิดกองทุนภาคประชาสังคมเกิดขึ้นในสังคมไทย ก็ควรเป็นกองทุนที่ให้ชนเผ่าหรือกลุ่มคนชายขอบสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพราะในอดีตที่ผ่านมาองค์กรหลายต่อหลายองค์กรต้องยุบตัวลง เพราะขาดงบประมาณ ส่วนที่อยู่ได้ก็ทำงานได้ตามศักยภาพและการเข้าถึงแหล่งทุน ดังนั้นถ้าหากมีกองทุนภาคประชาสังคมเกิดขึ้นจริง อย่างน้อยก็จะช่วยให้องค์กรเล็กๆ สามารถทำงานเพื่อชุมชนเพื่อสังคมได้ต่อไป พร้อมทั้งมีหลักประกันในการทำงาน ให้สามารถทำต่อไปได้โดยไม่สะดุด เพราะงานขับเคลื่อนนโยบายไม่สามารถทำปีต่อปีได้สำเร็จ งานบางอย่างต้องใช้เวลาเป็นสิบปี โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการเปลี่ยนแปลง การสร้างคน พัฒนาคนทำงาน ให้สามารถต่อยอดเข้ามาสานต่อการทำงานให้ขับเคลื่อนต่อไปได้

“กองทุนต้องมีบทบาทในการสนับสนุนองค์กรเล็กให้มีการทำงานเพื่อสังคมได้อย่างเข้มแข็ง ไม่สะดุด และล้มหายไปจากสังคมไทย”

Tag


powered by CIVIL SOCIETY EMPOWERMENT INSTITUTE